“สุชาติ” ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามภารกิจช่วย “สีดอทองม้วน-ลูกช้างพลัดหลง” ย้ำรักษาตามหลักวิชาการ มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้างและความปลอดภัยทุกฝ่าย
z-z310468967881.webp)
รมว.สุชาติ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีตรวจเยี่ยมและติดตามภารกิจช่วยเหลือช้างป่า “สีดอทองม้วน” พร้อมด้วยลูกช้างป่าพลัดหลง ณ อุทยานแห่งชาติไทรโยค สั่งการกรมอุทยานฯ เพิ่มศักยภาพทีมสัตวแพทย์และเวชภัณฑ์ ย้ำการรักษาต้องยึดหลักวิชาการ ควบคู่กับสวัสดิภาพสัตว์และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าและให้กำลังใจแก่ทีมสัตวแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามในการช่วยเหลือช้างป่า “สีดอทองม้วน” และลูกช้างป่าพลัดหลง ณ บริเวณอุทยานแห่งชาติไทรโยค ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการปฏิบัติงาน นำโดย นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี, นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และ นายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค

นายสุชาติ ได้มอบนโยบายสำคัญให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งเพิ่มศักยภาพของทีมสัตวแพทย์ ทั้งในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและรักษาชีวิตสัตว์ป่า พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการรักษาพยาบาลจะต้องยึดหลักวิชาการเป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยต้องให้ความสำคัญสูงสุดทั้งในด้านสวัสดิภาพของตัวสัตว์ ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงให้มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน และรายงานสถานการณ์ตรงต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณไปยังทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ที่ได้ร่วมมือร่วมใจสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ ทั้งการเฝ้าระวัง การอำนวยความสะดวก และการไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวทางการดูแล “ลูกช้างป่าพลัดหลง” รัฐมนตรีฯ ได้กำชับให้ดูแลประคบประหงมจนกว่าจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ก่อนจะวางแผนนำกลับคืนสู่โขลงตามหลักวิชาการ โดยจะต้องมีการติดตามพฤติกรรมและพิกัดตำแหน่งของโขลงช้างป่าอย่างใกล้ชิด เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่หากไม่สามารถนำกลับคืนโขลงได้ จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันกำหนดแนวทางการดูแลที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวลูกช้าง เจ้าหน้าที่ และประชาชนเป็นสำคัญ

ซึ่งในปัจจุบันลูกช้างป่าพลัดหลงอยู่ระหว่างการอนุบาลด้วยนมผงและน้ำนมแม่ช้างแช่แข็งที่ได้รับความอนุเคราะห์จากปางช้างหลายแห่ง และรอผลการตรวจสุขภาพและการตรวจหาโรค หากผลตรวจยืนยันว่าเป็นปกติ ทางกรมอุทยานฯ จะพิจารณาส่งต่อไปยัง “แม่ช้างรับ” เพื่อให้ลูกช้างได้รับน้ำนม ความอบอุ่น และสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสภาพร่างกายในระยะยาวและเตรียมความพร้อมสำหรับปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

ในส่วนของความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ “สีดอทองม้วน” ช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 50 ปี มีน้ำหนักตัวราว 4 ตัน ซึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังซ้ายและอยู่ระหว่างการรักษาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่าอาการโดยรอบยังคงทรงตัว แม้จะยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง แต่ช้างสามารถกินอาหารและขับถ่ายได้ดีขึ้น ผลการตรวจเลือดล่าสุดชี้ให้เห็นว่าค่าการอักเสบและการทำงานของไตมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ (CK) ยังคงอยู่ในระดับที่สูง และยังมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย ทำให้ทีมสัตวแพทย์ต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งปรับแผนการรักษาให้สอดคล้องกับอาการในแต่ละวันอย่างระมัดระวัง
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
