ไซเบอร์บุกทลาย“เว็บพนันหวานเจี๊ยบ777”อึ้งพบเงินหมุนนับพันล้าน“แก๊งคอลเซ็นเตอร์-หวยออนไลน์”

“บิ๊กไซเบอร์” แถลงโชว์ผลงาน บุกทลาย “เว็บพนันหวานเจี๊ยบ 777” อึ้งพบเงินหมุนเวียนนับพันล้าน พร้อมจับหัวหน้า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และสมุน 12 ราย หลอกผู้เสียหายโอนเงิน พ่วงรวบ “เจ้าพ่อหวยลาว” รายใหญ่
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.67 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 ร่วมแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ 3 คดี
คดีแรก จับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมสมุน 12 คน บังคับทำยอดสัปดาห์ละ 20 ล้านบาท ทำรายได้นับพันล้านต่อปี สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายหลายรายได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นพนักงานธนาคารโทรฯ มาหลอกว่าผู้เสียหายเป็นหนี้บัตรเครดิต หากไม่ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าว อาจมีบุคคลแอบอ้างต้องแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมือง จ.ตาก เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ มิจฉาชีพจึงโอนสายต่อไปให้คนที่สองซึ่งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง จ.ตาก (สาย 2 : สวมบทข่มขู่) จากนั้นจึงให้ผู้เสียหายแอด LINE แล้วข่มขู่ว่ามีพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฟอกเงินต้องโดนดำเนินคดี ผู้เสียหายเกิดความกลัว มิจฉาชีพจึงให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์โดยการโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

จากนั้นจึงมีการโอนสายต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมที่อ้างตัวเป็นผู้กอง (สาย 3 : สวมบทปลอบโยน) โดยให้คำแนะนำและโน้มน้าวให้ผู้เสียหายโอนเงินไปตรวจสอบ เมื่อเสร็จแล้วและจะโอนคืนให้ในวันถัดไป จึงแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ผู้เสียหายโอนเงิน ผู้เสียหายได้โอนไปหลายครั้ง รวมทั้งสิ้น 2,370,000 บาท และยังแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเพิ่มอีก จนผู้เสียหายรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา จากนั้นจึงได้สืบสวนหาข้อมูลจนพบพยานหลักฐานต่างๆ ที่สอดคล้องว่าผู้เสียหายรายนี้โดนหลอกโดยแก็งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา จึงได้ประสานไปตำรวจประเทศกัมพูชา จึงทราบว่ามีคนไทยถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และได้หาทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในกัมพูชา ต่อมาสามารถช่วยเหลือออกมาได้จำนวน 4 คน
ต่อมา พนักงานสอบสวน บก.สอท.2 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนทราบข้อมูลบุคคลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองโอเสม็ดดังกล่าว จนสามารถขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 15 คน สามารถติดตามจับกุมมาได้ได้ ทั้งสิ้น 12 คน คือ ในจำนวนนี้สามารถจับกุมนายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง อายุ 21 ปี หัวหน้าแก๊งได้ด้วย นอกจากนี้ ตำรวจพบหลักฐานสำคัญของ นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง คือ พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์จำนวนมาก เช่น ข้อมูลเหยื่อกว่า 12,000 ราย ข้อมูลบทพูดหลอกลวงผู้เสียหาย ของสาย 1 และสาย 2 ข้อมูลการแก้ปัญหากรณีเหยื่อสอบถามกลับ ข้อมูลคลิปวิดีโอของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ทำการตัดต่อเสียงแล้ว ข้อมูลบัตรข้าราชการตำรวจปลอม ข้อมูลวิธีการจัดทำซิม และบัญชีม้า และข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรูปแบบภาษาจีนอีกเป็นจำนวนมาก

จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ทุกคนให้การยืนยันว่า นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง คือผู้ควบคุมสั่งการทั้งหมด โดยพักอาศัยในอาคารมีรั้วสูงรอบขอบชิด มี รปภ. เฝ้าตลอดเวลา ไม่สามารถออกไปไหนได้ หากใครทำยอดไม่ได้ ทำผิดกฎข้อห้าม หรือ พยายามหลบหนี อาฉิ่งจะบังคับให้ยืนตากแดด 2-3 ชั่วโมง หรือทำร้ายร่างกายโดยการทุบตี และช็อตด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้า โดยบังคับให้ทำงานตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ไม่มีวันหยุด มีอาหารให้ 4 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น และค่ำ) แต่ในเวลางานอนุญาตให้ดื่มแค่น้ำเปล่า ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ และห้ามคุยกันข้ามสาย อีกทั้ง อาฉิ่งยังเป็นผู้เรียบเรียงบทพูดในการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยนายอาฉิ่งพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน ผู้ต้องหายังให้การว่า ทำงานอยู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2565 ถึงกลางปี 2566 ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณอายุ
โดยในการทำงานนั้น หัวหน้าแก๊งจะสั่งให้คัดลอกและท่องบทพูดจนคล่อง และนั่งประกบรุ่นพี่จนสามารถทำงานได้ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องหลอกเหยื่อให้โอนเงินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 20 ล้านบาท (หรือประมาณเดือนละ 80 ล้านบาท) ทำให้มีแก๊งดังกล่าวมีรายได้หมุนเวียนนับพันล้านต่อปี หากทีมใดทำยอดถึงเป้าจะได้หยุด 1 วัน หากทีมไหนยอดไม่ถึงเป้า ก็จะไม่มีวันหยุดพัก โดยช่วงเวลา 18.00 น. ของทุกวัน จะประกาศผลการทำยอดของแต่ละคน ซึ่งหากใครทำยอดได้เยอะ จะได้รับเสียงปรบมือจากทุกคนและได้รับรางวัลพิเศษในที่ประชุม และในส่วนเงินตอบแทนจะได้รับตามเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่หลอกได้ คือ สาย 1 ได้ 6 เปอร์เซ็นต์ สาย 2 ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ และสาย 3 ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ หากคนเดียวทำได้ทั้งสาย 1 และสาย 2 ก็จะได้รับรวมกันถึง 11 เปอร์เซ็นต์

คดีที่สอง ตำรวจ บช.สอท. เปิดปฏิบัติการ HANG UP ทลายเครือข่ายเว็บพนัน whanjeab777 จับกุม นายชินดนัย ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่บริหารด้านการเงิน, นายสุทธิชัย ทำหน้าที่บริหารด้านการเงิน และ น.ส.นงลักษณ์ อายุ 49 ปี ทำหน้าที่กดเงิน ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2171, 2173 และ 2175/2567 ลงวันที่ 13 พ.ค. ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน โดยจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียม ย่านเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง และ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมของกลางเงินสด 23,991,500 บาท, รถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู รุ่นเอ็กซ์ 3 จำนวน 1 คัน, รถยนต์ฟอร์ด รุ่น เรนเจอร์ จำนวน 2 คัน, เครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 2,341 เล่ม, บัตรกดเงิน 1,779 ใบ, แท็บเล็ต 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 46 เครื่อง รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท หลังสืบทราบว่าทั้งสามร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ เว็บไซต์ whanjeab777a.com
สอบสวนให้การรับเบื้องต้นพบว่าเว็บพนันดังกล่าวเปิดมานานกว่า 1 ปี มีสมาชิกผู้เล่นกว่า 4 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนประมาณหนึ่งพันล้านบาทต่อเดือน นอกมีเว็บในเครือข่ายกว่า 10 เว็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จะทำการขยายผลจับกุมและทำการปิดกั้นเว็บต่อไป

นอกจากนี้ได้จับกุมเจ้าพ่อหวยลาวรายใหญ่ เพจเฟซบุ๊กชื่อ “บ้านเพชรมณีนาคา” มีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านต่อปี โดยตำรวจนำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี เข้าค้นที่บ้านเลขที่ 554/87 หมู่บ้านเดอเทอเรส หมู่ 3 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จับกุม นายวินัย อายุ 30 ปี พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ, บัตรเบอร์หวย บัตรเบอร์เงิน 17,554 ใบ, สมุดจดหวย 140 เล่ม กล่องใช้สำหรับบรรจุบัตรเบอร์หวย เบอร์เงิน ส่งให้แก่ลูกค้า 11 กล่อง เครื่องคิดเลข 1 อัน สมุดบันทึกรายรับรายจ่าย 1 เล่ม รถยนต์ 2 คัน สร้อยทองคำ, พระเครื่องเลี่ยมทอง, สมุดบัญชีธนาคาร และอุปกรณ์สำหรับส่งขายต่อให้แก่ลูกข่ายหรือแม่ทีมเพื่อนำไปขายต่อให้แก่บุคคลทั่วไปที่เล่นการพนัน ตรวจสอบทราบว่า นายวินัยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นเจ้ามือหวยลาวมาประมาณ 1 ปีเศษ ใช้วิธีตั้งกลุ่มชักชวนบุคคลทั่วไปผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งในแต่ละงวดจะพิมพ์เบอร์หวยออกมาหลายหมื่นใบ แจกจ่ายให้กับตัวแทนหรือแม่ทีมทั่วประเทศรับไปจำหน่ายต่อ มีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ผบก.สอท.5 กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้ ถือได้ว่าเป็นเจ้ามือหวยออนไลน์รายใหญ่ของภาคตะวันออก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 25,000,000 บาท มีตัวแทนหรือแม่ทีมที่คอยรับเบอร์หวยกระจายส่งขายทั่วประเทศกว่า 100 คน ซึ่งขณะนี้ตำรวจไซเบอร์ อยู่ระหว่างขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และในขณะนี้ ยังพบความเคลื่อนไหวในกลุ่มเจ้ามือหวยใต้ดิน หวยออนไลน์ ต่างๆ ได้พากันแจ้งเตือนให้ระวังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เอาจริงเอาจังในการกวาดล้างจับกุมการพนันออนไลน์ทุกรูปแบบตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี
“ขอฝากเตือนไปยังผู้ที่ชอบการเสี่ยงโชคทุกรูปแบบ ให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทั้งเจ้ามือและผู้เล่น หากพี่น้องประชาชนทราบแหล่งที่มาหรือต้นตอของหวยลาว หรือหวยใต้ดินทุกรูปแบบ สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบ” พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ กล่าว.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
