“เครือข่ายกัญชา”บุกสธ.ยื่น3ข้อเสนอจี้“สมศักดิ์”เอาออกจากยาเสพติดขู่ดึงดันจะได้รับบทเรียนจากสังคม!

“เครือข่ายกัญชา” บุกสธ.ยื่น 3 ข้อเสนอ จี้ “สมศักดิ์” เอาออกจากยาเสพติด-พิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ขู่หากยังดึงดันตบตาสังคม “พรรคเพื่อไทย” จะได้รับบทเรียนจากสังคม
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 26 พ.ค.67 เครือข่ายกัญชาจำนวน 100 คน นำโดยนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย รวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในกรณีการนำกัญชากลับสู่บัญชียาเสพติดโดยมีข้อเสนอดังนี้
1.กัญชาควรควบคุมด้วยกฎหมายรูปแบบไหน โดยขณะนี้ไม่มีใครถกเถียงว่ากัญชาควรควบคุมหรือไม่ ประเด็นที่สังคมนี้ต้องถกเถียงกันคือจะคุมกัญชาด้วยกฎหมายแบบไหน โดยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้กัญชาสามารถควบคุมโดยการออกกฎหมายระดับสูงสุดเพื่อควบคุมเชิงระบบให้มีประสิทธิภาพคือกฎหมาย ‘พระราชบัญญัติกัญชา’ หรือ จะควบคุมโดยกฎหมาย ‘ยาเสพติด’ การควบคุมด้วยกฎหมายทั้ง 2 รูปแบบมีความแตกต่างกัน คือ
รูปแบบแรก คือ การควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติด เท่ากับเอากัญชาไปขังคุกและจะทำกติกาให้กลุ่มเฉพาะเท่านั้นที่ปลูกได้เพื่อรองรับมูลค่ากัญชาหลายหมื่นล้านบาท การควบคุมด้วยกฎหมายยาเสพติดคือการปิดโอกาสในการใช้ประโยชน์ของประชาชนและการควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก็จะกระทำไม่ได้เพราะจะเกิดกัญชาใต้ดินเต็มไปหมดและนี่คือเหตุผลที่ประเทศเยอรมนีเลือกใช้กฎหมายปกติในการควบคุมเพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า
รูปแบบที่สอง การควบคุมโดยกฎหมายพระราชบัญญัติ มีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมเพื่อดึงข้อดีมาใช้และควบคุมข้อเสียอย่างมีประสิทธิภาพ และกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติสามารถวางรากฐานการพัฒนาเชิงระบบทั้งการผลิต แปรรูป วิจัยและพัฒนา อีกทั้งจะสามารถออกแบบกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้เมื่อใช้หลักการในการประเมินเครื่องมือในการควบคุมกัญชาว่าจะพบว่าหากต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ควบคุมได้จริง นำประโยชน์มาใช้ได้จริงและไม่ผูกขาดกัญชาเพื่อคนกลุ่มใด จะต้องใช้กฎหมายปกติที่สามรรถออกแบบกลไกเชิงระบบได้คือกฎหมาย พระราชบัญญัติ
การที่รัฐบาลจะนำกัญชาไปควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติดเท่ากับแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการกลไกที่มีประสิทธิภาพแต่ต้องการกลไกที่สามารถใช้อำนาจควบคุมและทำให้การปลูกกัญชาอยู่ในกลุ่มของตัวเองและกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมือง
เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยและภาคีจึงเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าอย่าคอรัปชั่นในกระบวนการจัดทำนโยบาย กัญชาต้องควบคุมด้วยกฎหมายที่มีประสิทธิภาพคือพระราชบัญญัติ
2.มีข้อเท็จจริงใหม่อันใดที่ร้ายแรงอย่างยิ่งจึงต้องเอากัญชากลับสู่บัญชียาเสพติด ทั้งนี้การพิจารณานำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดทั้งที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองของกรรมการทุกชุดและผ่านความเห็นชอบในหลักการของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ฉะนั้นการนำกัญชากลับสู่ยาเสพติดต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ หากไม่มีข้อเท็จจริงใหม่แสดงว่า รมว.สาธารณสุขใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายแต่ไม่ได้ใช้ข้อเท็จจริง ซึ่งนับเป็นการคอรัปชั่นในกระบวนการกำหนดนโยบาย เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยขอให้ท่าน กลับมาใช้ข้อเท็จจริงในการกำหนดและเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยขอให้ รมว.สธ. จัดทำข้อเท็จจริงเปรียบเทียบให้เห็นถึง ข้อดี ข้อเสีย การก่อโรคและการมีคุณสมบัติรักษาโรคระหว่าง สิ่งที่อนุญาตให้อยู่กับสังคมได้ในขณะนี้คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ รมว.สธ. ตัดสินไปแล้วว่าจะนำสู่บัญชียาเสพติดคือกัญชา เพื่อให้สังคมไทยทั้งหมดเห็นว่า ผู้ใดที่ทุจริตข้อมูล เบี่ยงเบนข้อเท็จจริง เพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายในการควบคุมกัญชา โดยขอให้ยึดถืองานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้นอย่าเอาข้อมูลที่ “มโนเอาเอง” มาใส่ในการเปรียบเทียบครั้งนี้ และเมื่อจัดทำข้อเท็จจริงแล้วเสร็จให้กระทรวงสาธารณสุขสังเคราะห์ฐานข้อมูลที่จัดทำขึ้นว่าสิ่งใดควรนำกลับไปสู่บัญชียาเสพติดสิ่งใดควรอยู่กับสังคม โดยมิให้นำข้อกฎหมายในปัจจุบันมาเกี่ยวข้องในการวิเคราะห์

3.ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอ้างคำสัมภาษณ์ของคุณอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้หมายถึงให้เอากลับไปเป็นยาเสพติดแต่ให้ไปศึกษาว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเกิดผลดีผลเสียอย่างไร หากมีผลเสียมากกว่าก็ให้นำกลับไปสู่บัญชียาเสพติด หากไม่ได้มีผลเสียหายอะไรก็ไม่ต้องนำกลับไปฉะนั้นการตั้งธงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าจะต้องเอากลับไปเป็นยาเสพติดจึงเป็นการคอรัปชั่นในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการคอรัปชั่นในกระบวนการกำหนดนโยบายจะนำไปสู่การผูกขาดผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่มเสมอ
ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกระบวนการกำหนดนโยบายที่ถูกต้อง อย่าคอรัปชั่นในกระบวนการกำหนดนโยบาย นั่นคือกระทรวงสาธารณสุขจะต้องแสวงหาความจริงก่อนการตัดสินใจ โดยเสนอให้ตั้งกรรมการร่วมขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อจัดทำข้อมูลกัญชาเชิงระบบ และนำข้อมูลนั้นมาตัดสินใจในการกำหนดนโยบายกัญชา กรรมการร่วมดังกล่าวจะต้องประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ และจะต้องนำเสนอข้อมูลนี้ต่อสาธารณะให้รับทราบโดยทั่วกัน
นายประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า ซึ่งข้อเสนอทั้ง 3 ข้อเป็นข้อเสนอที่ต้องการให้ประเทศไทยกำหนดนโยบายใดๆก็ตามจากข้อเท็จจริง อย่าใช้อำนาจทางการเมืองและความต้องการเฉพาะกลุ่มมากำหนดนโยบายสาธารณะ และเพื่อให้การดำเนินการแล้วเสร็จโดยไวเพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมกัญชาบังคับใช้และเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองเอากัญชาไปเล่นการเมืองอีกต่อจากนี้ไป เครือข่ายขอให้กระทรวงปฏิบัติตามกำหนดเวลาในการจัดทำข้อเท็จจริง โดยเปรียบเทียบระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ กัญชา โดยขอให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ทั้งนี้เพราะข้อมูลทั้งหมดมีอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ส่วนงานวิจัยกัญชาหากกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถจัดทำได้ ก็ให้ตั้งคณะทำงานชุดย่อยขึ้นมาเพื่อการแสวงหาข้อมูล
นอกจากนี้ ยังต้องทำข้อมูลกัญชาเชิงระบบโดยกรรมการร่วมที่จัดตั้งขึ้นให้ดำเนินการภายใน 3 เดือน โดยระยะเวลาดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการได้ข้อมูลและไม่ล่าช้าจนเกินไปในการดำเนินการให้มีกฎหมายควบคุมกัญชา
“หากพรรคเพื่อไทยโดยนายสมศักดิ์ ต้องการเอาใจประชาชนจากความผิดพลาดในการออกนโยบายยาบ้า 5 เม็ดแล้วจะบอกกับสังคมว่าพรรคนี้เอาจริงเรื่องยาเสพติดด้วยการนำกัญชากลับไปขังคุกและยังได้ผลประโยชน์ตามมาคือสามารถกำหนดกติกาเฉพาะเพื่อผูกขาดการปลูกกัญชาให้คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ปลูกได้ การกำหนดกัญชาเป็นยาเสพติดจึงบรรลุเป้าหมายการควบคุมกัญชาที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านต่อปี รมว.สธ. ยังมีโอกาสในการกลับตัวและให้กำหนดกัญชาจากกลไกที่ถูกต้องเป็นธรรมดังที่เสนอไว้ข้างต้นและอย่าคิดว่าข้อมูลที่เกิดจากการปั่นให้กัญชาเป็นสิ่งเลวร้ายจะสามารถครอบงำประชาชนได้ หลังจากนี้ประชาชนจะรับทราบความจริง และหากยังใช้อำนาจไม่ใช้ข้อเท็จจริง พรรคเพื่อไทยจะได้รับบทเรียนจากสังคม” นายประสิทธิ์ชัย กล่าว
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
