“รมว.มหาดไทย”ยืนยัน“กรมราชทัณฑ์”ช่วยยื้อชีวิต“บุ้ง ทะลุวัง”อย่างสุดความสามารถแล้ว!

“รมว.ยุติธรรม” เผยกรมราชทัณฑ์ ช่วยยื้อชีวิต “บุ้ง ทะลุวัง” อย่างสุดความสามารถแล้ว พร้อมส่งหลักฐานการรักษาทั้งหมดให้ “ทนายด่าง” ระบุยังไม่ได้รับผลชันสูตรศพจากรพ.ธรรมศาสตร์
จากกรณีที่ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง ทะลุวัง” ผู้ต้องขังคดีทางการเมือง เกิดอาการวูบหมดสติและหัวใจหยุดเต้นในระหว่างการนอนพักรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนแพทย์พิจารณาส่งตัวเข้ารับการรักษาโดยด่วนที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ ต่อมาแพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ โดยอัตราชีพจรของบุ้งได้หยุดเต้นในเวลา 11.22 น.ของวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค.67 ที่ ห้องประชุม ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม ระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยถึงกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ว่า ขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพนั้นเบื้องต้นการชันสูตรผู้เสียชีวิตที่อยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่จะต้องมีพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และฝ่ายปกครอง มาร่วมดำเนินการภายใต้คำสั่งของอัยการโดยทำสำนวนและให้ส่งศาลภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสต่อสาเหตุการเสียชีวิต จากนั้นศาลจะดำเนินการไต่สวนสำนวนภายใน 30 วัน ซึ่งญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาสอบถามหรือหาพยานหลักฐานมาหักล้างสาเหตุการเสียชีวิตตามข้อสงสัยได้ จึงขอให้ครอบครัวของบุ้งมีความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากกล่าวอะไรที่เป็นการชี้นำเนื่องจากกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ไม่มีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกรมราชทัณฑ์ แต่เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลให้
พ.ต.อ.ทวี เผยอีกว่า ส่วนลำดับเหตุการณ์ขณะเสียชีวิตของบุ้งนั้น ขณะนี้กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพื่อชี้แจงทั้งหมด เบื้องต้นทราบว่ามีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ 9 ราย และจากการที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด มีบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดสามารถย้อนหลังไปได้หลายวัน จึงขอให้มีความมั่นใจได้ ส่วนเรื่องการรับประทานอาหารของบุ้งก่อนเสียชีวิตนั้น บุ้งมีการรับประทานอาหารบางส่วนขณะอยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และมีรายการจัดส่งอาหารที่พยาบาลบันทึกไว้ทั้งหมดว่าจัดส่งอาหารครบ 3 มื้อ
พ.ต.อ.ทวี เผยด้วยว่า หลังจากนี้หากไม่ผิดระเบียบของทางกรมราชทัณฑ์ ก็สามารถพาผู้สื่อข่าวไปดูที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลได้ และกรมราชทัณฑ์เรามองว่าทุกคนที่เข้ามาอยู่ข้างในเป็นเหมือนครอบครัว ไม่ว่าจะมีโทษอะไรก็จะต้องดูแลให้เสมอภาค และกรมราชทัณฑ์ไม่เคยรับใครกลับจากโรงพยาบาลแม่ข่าย ถ้าไม่ได้รับการร้องขอหรือการประสานส่งตัวกลับ ซึ่งกรณีของบุ้ง ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้มีหนังสือส่งตัวกลับหลายฉบับให้กลับมารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทั้งนี้ ยืนยันได้ว่ากรมราชทัณฑ์มีแต่ความรู้สึกเสียใจ และเราไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร
พ.ต.อ.ทวี เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ระบุว่าอยากดูภาพจากกล้องวงจรปิดนั้น โดยหลักการ เราสามารถให้ได้อยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ขอไปทำการตรวจสอบก่อน และตนได้คุยกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้วว่า ให้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก ส่วนอะไรที่เป็นสิทธิของผู้ป่วยที่ต้องสงวนรักษาไว้ ก็ต้องขออนุญาตผู้ป่วยรายอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อน ส่วนการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น เป็นการตรวจสอบเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
ส่วนบทบาทการช่วยเหลือเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์นั้น พ.ต.อ.ทวี เผยว่า ก็ต้องดูตามกฎหมาย อะไรที่เป็นกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องมนุษยธรรมนั้น ใจจริงเราก็อยากให้ น.ส.ทานตะวัน ได้ไปร่วมงานฌาปนกิจ (งานศพ) ของ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง แต่กรมราชทัณฑ์จะมีอำนาจในการพิจารณาให้เพียงเฉพาะผู้ต้องขังเด็ดขาดที่สามารถไปร่วมงานศพของผู้ปกครองที่เสียชีวิตได้เท่านั้น แต่ในกรณีที่เป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล กรมราชทัณฑ์จะไม่มีอำนาจในส่วนนี้ ดังนั้น น.ส.ทานตะวัน เดินทางไปร่วมงานศพของบุ้งได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล
ส่วนกรณีที่สังคมมีการยกเหตุการณ์เปรียบเทียบระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร และกรณีของ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง ว่าเป็นการดูแลสองมาตรฐานหรือไม่นั้น พ.ต.อ.ทวี แจงว่า เรามีมาตรฐานเดียว โดยกรณีของบุ้งนั้น ถ้า รพ.ธรรมศาสตร์ ไม่ทำหนังสือส่งตัวกลับให้รับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เราก็จะให้เขาอยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์ ต่อไป
ด้านนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จากขั้นตอนที่ได้รับรายงานมานั้น ในขั้นตอนแรกพบว่าบุ้งและตะวันตื่นตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. และมีการพูดคุยกัน จากนั้นตะวันไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมาถามบุ้งที่ขณะนั้นนอนอยู่ที่เตียงผู้ป่วยว่า ยังปวดท้องอยู่หรือไม่ และเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสภาพร่างกายตามปกติทุกวัน ทั้งการตรวจวัดความดัน ตรวจวัดค่าออกซิเจน และการเต้นของหัวใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจบุ้งเสร็จแล้วก็มาตรวจตะวันต่อ หลังจากนั้นประมาณ 1 นาที หรือเวลาประมาณ 06.00 น. บุ้งได้ลุกขึ้นนั่งและปรากฏว่ามีอาการวูบ จากนั้นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) จำนวน 4 ราย ก็ได้ยกบุ้งทั้งที่นอนไปรักษาที่ห้องไอซียูทันทีและทำการปั๊มชีพจร หรือ CPR มีการตรวจวัดชีพจรต่อเนื่อง มีการให้กลูโคส มีการฉีดอะดรีนาลีนเพื่อกระตุ้นหัวใจโดยมีแพทย์เป็นผู้ฉีด และยังมีการทำ CPR ตลอดเวลาต่อเนื่อง จนกระทั่งนำตัวส่งแพทย์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ระหว่างนั้นมีการประเมินสภาวะร่างกายโดยการจับชีพจรด้วยมือ แต่ไม่สามารถจับสัญญาณการเต้นของหัวใจได้ แต่สัญญาณชีพที่ตรวจวัดได้ครั้งสุดท้ายคือ 90 ครั้ง/นาที กระทั่งเวลาประมาณ 11.22 น. ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ จึงแจ้งว่าบุ้งเสียชีวิตอย่างสงบ
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานโรงบาลราชทัณฑ์ ไม่ได้มีการส่งตัวบุ้งต่อโรงบาลธรรมศาสตร์ล่าช้าแต่อย่างใด เพราะหลังเกิดเหตุบุ้งวูบหมดสติและปั๊มชีพจรไม่มีผลดีขึ้น เราได้มีการประสานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์โดยทันที แต่ระหว่างนั้นมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลายอย่าง ย้ำว่าระหว่างที่บุ้งอยู่กับเรา เราได้พยายามสุดความสามารถแล้ว ซึ่งจากการได้พูดคุยกับเพื่อนที่เป็นแพทย์ก็ยืนยันว่า ได้ทำไปตามมาตรฐานของโรงพยาบาล
ในตอนท้ายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังเผยว่า สำหรับกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการกลับมารับประทานอาหารของบุ้งนั้น ตนขอเรียนว่าการจัดอาหารสำหรับผู้ป่วย เราก็จะมีนักโภชนาการพิจารณาอยู่ว่าอาการป่วยลักษณะนี้จะต้องรับประทานอะไร ส่วนใหญ่เริ่มจากอาหารอ่อน ตามด้วยวิตามินเสริมและนม ขึ้นอยู่กับสภาพอาการของผู้ป่วย แต่ว่าทางทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ได้จัดอาหารตามโภชนาการแก่ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง ทุกมื้อ ส่วนที่ตนได้รับรายงานมาก็คือบางครั้ง บุ้ง ก็เลือกดื่มน้ำหวาน หรือรับประทานอาหารเบาๆ ก่อน ส่วนก่อนจะถึงวันที่เสียชีวิต เจ้าตัวก็ได้มีการเริ่มรับประทานข้าวต้มมาก่อน อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันเสียชีวิต (14 พ.ค.) บุ้งและตะวัน ทั้งคู่นอนอยู่ในห้องผู้ป่วย มีการตื่นมาตอน 03.00 น. อย่างที่เราทราบ คนป่วยมักจะมีสภาพหลับ ๆ ตื่น ๆ แต่ ณ ตอนนั้นมันยังไม่ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าแต่อย่างใด จนมาถึงช่วงเวลาประมาณ 06.20 น. บุ้งถึงเกิดอาการวูบหมดสติ
ส่วนกรณีที่ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายความของบุ้ง) เผยว่า ได้รับทราบผลการตรวจกระเพาะอาหารของบุ้งเบื้องต้นว่าภายในกระเพาะอาหารไม่มีอาหารเลยนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ถามว่า ผลชันสูตรศพออกมาแล้วหรือ ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดส่วนนี้ แต่ได้ประสานไปที่ รพ.ธรรมศาสตร์ แล้วทราบว่ารายละเอียดบางส่วน ทาง รพ.ธรรมศาสตร์ ยังต้องประสานการทำงานร่วมกับสถานพยาบาลอื่นในการตรวจชันสูตร ยืนยันว่าผลการชันสูตรพลิกศพยังไม่ออก ส่วนทนายความรับทราบจากทางใดตนไม่ทราบเช่นกัน
สำหรับกรณีที่ทนายกฤษฎางค์ อ้างว่าบุ้งมีการเสียชีวิตมาก่อนจะส่งตัวถึง รพ.ธรรมศาสตร์ นั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า อย่างไรขอให้รอการชันสูตรพลิกศพให้เสร็จสิ้นก่อน หากเราไม่รอกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์มันก็ยังยืนยันไม่ได้ ส่วนการปั๊มชีพจรภายหลังที่บุ้งวูบหมดสตินั้น เจ้าหน้าที่ได้พาบุ้งไปห้องไอซียูทันที ไม่ได้ปั๊มชีพจรบนเตียงผู้ป่วย เพราะเตียงอาจยุบ จึงมีการยกเตียงจากชั้น 2 ที่บุ้งนอนอยู่ลงไปชั้น 1 ที่มีห้องไอซียูแทน เพราะมันคือเหตุฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่จำนวน 4 ราย
“ตนขอยืนยันว่าตอนที่ รพ.ธรรมศาสตร์ มีการส่งตัวบุ้งและตะวันกลับมารักษาต่อที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้น เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในสภาวะพักฟื้นไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน จึงต้องเป็นการรักษาตามอาการ และมีการจัดอาหารให้ ซึ่งสิ่งสำคัญคือแพทย์ไม่มีสิทธิไปบังคับด้วยการกินหรือให้สารอาหารทางหลอดเลือด ตามที่มีการกำหนดสำหรับแพทยสมาคมโลก (WMA) ในกฎโตเกียวปี ค.ศ. 1975 จึงทำให้แพทย์ไม่มีสิทธิไปบังคับหรือกระทำการใด ๆ ได้ หากผู้ป่วยไม่ยินยอม หากไปทำก็ถือเป็นการทำลายคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุ
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุอีกว่า จากกฎดังกล่าวของแพทยสมาคมโลก เราก็มีการนำมาปรับใช้ก่อนว่าหากผู้ต้องขังมีการอดอาหารและน้ำ ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการโน้มน้าวก่อน และบอกผลเสียต่อสุขภาพหากอดอาหาร แต่ถ้าเขายืนยันตามความมุ่งมั่นเราก็มีหน้าที่ประคับประคองดูแล หากเกิดเหตุฉุกเฉินก็ต้องเข้าช่วยเหลือทันที
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยต่อว่า ส่วนประเด็นภาพกล้องวงจรปิดภายในห้องพักผู้ป่วยทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่มี น.ส.ทานตะวัน อยู่กับ น.ส.เนติพร ก่อนเสียชีวิตและแผนการรักษาล่วงหน้า 5 วัน ที่ทนายกฤษฎางค์ได้ขอนั้น ตนทราบว่าเมื่อช่วงเช้าทางผู้แทนของผู้เสียชีวิต (พ่อหรือแม่ของบุ้ง) ได้เข้ามาติดต่อรับเอกสารการตรวจรักษาของบุ้งย้อนหลัง 5 วันเรียบร้อยแล้ว ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิด คงต้องดูอีกที เพราะมันไม่ไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆในห้องนั้นด้วย คงต้องมีการเซ็นเอกสารยินยอมจากผู้อื่นก่อน ทั้งนี้ ถ้าหากทางครอบครัวยังมีความข้องใจเรื่องการเสียชีวิต อำนาจคำสั่งของศาลสามารถดำเนินการไต่สวนได้หมดเพื่อพิสูจน์ความผิดต่างๆ
ส่วนกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำพูดที่หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ (นพ.สมภพ สังคุตแก้ว) ระบุว่าไม่มีหมอเทวดาที่ไหนรักษาได้นั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า ตนมองว่าอาจจะเป็นในลักษณะการพูดมากกว่า เพราะถ้าพินิจกันตามตรง ผู้ป่วยมีหลายประเภท มีทั้งผู้ป่วยในห้องพักฟื้นและรอการกลับบ้าน ในขณะที่บุ้งไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน เขาคือผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาไปตามอาการ แต่สิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้คือบางทีไม่ฉุกเฉินแต่วูบหมดสติก็มีโดยไม่มีข้อบ่งชี้ แต่แพทย์ได้ทำสุดความสามารถแล้ว เรามีการวัดค่าออกซิเจน อัตราการเต้นของชีพจร ค่ากลูโคส ฯลฯ ทุกวัน ซึ่งมันไม่มีตัวบ่งชี้มาก่อนว่าบุ้งอยู่ในภาวะอันตรายหรือเสี่ยงอันตราย และบุ้งยังมีกิจกรรมกิจวัตรประจำวันปกติ ส่วนเรื่องการเต้นของชีพจรหัวใจของบุ้งก่อนเสียชีวิตอาจจะประมาณ 90 ครั้งต่อนาที ซึ่งมันเป็นค่าปกติ จึงไม่ได้ทำให้เห็นว่าต้องมีการกู้ชีพกะทันหัน
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่ตนได้ไปสอบถามเพื่อนที่เป็นแพทย์อยู่ภายนอกนั้น โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการแพทย์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการกู้ชีพบุ้ง เดี๋ยวตนจะไปตรวจสอบให้อีกครั้ง แต่ยืนยันว่าแพทย์ทำตามมาตรฐานขั้นทุติยภูมิในการช่วยเหลือผู้ป่วย อีกทั้งวานนี้ (16 พ.ค.) ตนได้สั่งการให้ผู้แทนไปตรวจสอบรายละเอียดมาตรฐานการให้การรักษาดูแลว่ามีสิ่งใดที่เป็นจุดอ่อนหรือไม่ ทั้งนี้ ตนไม่ได้บอกว่าแพทย์ลืมใช้สารอะไรในการฉีดกระตุ้นช่วยเหลือบุ้ง เพราะเขาทำตามกระบวนการการรักษาอยู่แล้ว แต่ในเรื่องที่สื่อมวลชนสงสัย เช่น มีการใช้สารอื่นในการขยายหลอดเลือดช่วยการเต้นของหัวใจหรือไม่นั้น แพทย์มีการใช้อยู่แล้ว แต่เป็นฟอสฟอรัสหรือไม่ ก็จะได้ให้ผู้แทนไปตรวจสอบให้ครบทั้งหมด
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ส่งตัวบุ้งไปเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงมากกว่านี้ ตนอยากเรียนว่าระยะห่างระหว่างทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กับ รพ.ธรรมศาสตร์ มันไม่ไกล ขึ้นโทลล์เวย์ได้ และทั้งบุ้งและตะวัน ต่างมีประวัติการรักษาพร้อมอยู่แล้ว อาจทำให้กระบวนการรักษาน่าจะดีกว่า.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
