“ผู้ว่าฯกทม.”เพิ่งตื่นสั่งเช็คมาตรฐาน-ตรวจรถบรรทุกน้ำหนักเกินไล่บี้317ไซต์งานอย่าทำผิดกฎหมาย!

“ผู้ว่าฯกทม.” เล็งใช้ AI วัดน้ำหนักรถบรรทุก ระบุ 2 สาเหตุถนนทรุดที่ “มักกะสัน-สุขุมวิท” จากรถบรรทุกสิบล้อน้ำหนักเกิน/มาตรฐานก่อสร้าง สั่งตรวจสอบ 317 ไซต์งานขนาดใหญ่ของ “กทม.-กฟน.-รฟม.” เรียกประชุมด่วนย้ำมาตรการปลอดภัย ฝากตำรวจช่วยคุมเข้มด้วย
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.66 หน้าห้องอัมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า ) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กรณีถนนบริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการนำสายไฟฟ้าลงดินทรุดตัวขณะรถบรรทุกวิ่งผ่านวานนี้ ว่า เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากที่มักกะสันแล้วก็ที่ ถนนสุขุมวิท 64/1 ที่มีรถตกลงไปในบริเวณที่ก่อสร้าง โดยเหตุวานนี้เป็นพื้นที่ก่อสร้างของการไฟฟ้านครหลวงนำสายสื่อสารสายไฟฟ้าลงดิน ซึ่งทั้ง 2 กรณีคล้ายกันคือมีรถบรรทุกวิ่งผ่าน สาเหตุน่าจะมาจาก 2 ส่วน 1.รถบรรทุกน้ำหนักเกิน โดยรถสิบล้อ ตามกฎหมายท้องถิ่นทางหลวง คือ 25 ตัน แต่ดูจากขนาดกระบะรถบรรทุกที่เราวัดคำนวณจากสายตาอาจจะถึง 30 หรือประมาณ 45 ตัน อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่บรรทุกน้ำหนักเกิน 2.เรื่องการก่อสร้างต้องดูคุณภาพของการก่อสร้างว่ามีปัญหาไหมเป็นหน้าที่ต้องพิสูจน์ต่อไป
กรณีที่สุขุมวิทเบื้องต้นมาตรการความปลอดภัยของ กทม. คือ การควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก กับมาตรฐานการก่อสร้าง อาทิ การสร้างรถไฟฟ้าของ รฟม.โดยเฉพาะสายสีม่วงที่อยู่ระหว่างทำฐานราก การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีการทำท่อสายไฟลงดิน ในส่วนของ กทม.เองมีบ่อบำบัดน้ำเสียและการทำไปป์แจ็คกิ้ง ก็ได้กำชับไปแล้ว และช่วงบ่ายวันนี้จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือเพื่อย้ำในเรื่องนี้ โดยเฉพาะตัวโครงสร้างชั่วคราวคือฝาบ่อซึ่งยังไม่ได้ปิดถาวร ต้องเพิ่มความเข้มข้นตรงนี้ ตลอดจนเรื่องความปลอดภัย ความเรียบของฝาบ่อ เช่นบริเวณถนนพระราม 3 ที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเยอะ

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายมีความซับซ้อนพอสมควรความรับผิดชอบ ตาม พ.รบ.ทางหลวง มีถนน 5 แบบเช่นถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเป็นต้น ซึ่งการบังคับใช้ที่ผ่านมา กทม.ไม่ได้ชั่งน้ำหนักเอง ร่วมกับตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นคดีอาญาจึงต้องให้ตำรวจจับกุม ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ในอนาคตคงจะต้องจัดชุดร่วมกับตำรวจ ในการตรวจสอบเพราะการจับกุมเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการควบคุมตัวและตรวจยึดรถ
นายชัชชาติ ระบุว่า อนาคตคาดว่า กทม.จะต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นของตนเองซึ่งขณะนี้ก็มีกระบวนการร่วมกับนักวิจัยนักวิชาการทำเรื่องระบบตรวจวัดน้ำหนักขณะรถวิ่งผ่านสะพานด้วยการติดตั้งใต้สะพาน Bridge Weight in Motion ซึ่งรถคันที่เกิดเหตุนั้นนักวิชาการสามารถบันทึกไว้ได้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีน้ำหนักบรรทุกเกินขณะวิ่งผ่านบนสะพานแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯโดยพบว่ามีน้ำหนักรวม 61 ตันซึ่งเกินมาตรฐานของรถสิบล้อขนาด 3 เพลาตามกฎหมายที่ต้องไม่เกิน 25 ตันมากถึง 36 ตัน
ทั้งนี้ การนำข้อมูลนี้มาใช้นั้น อยู่ระหว่างศึกษาให้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ เนื่องจากในต่างประเทศมีการนำระบบนี้มาใช้แล้วแต่ในเมืองไทยยังไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้ อย่างไรก็ตามจะสรุปให้ได้ภายใน 2 เดือนนี้ แนวทางหลังจากนั้นก็จะใช้งบกลางในการจัดซื้ออุปกรณ์ติดตั้งโดยจะนำไปติดตั้งสะพานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ประมาณ 10 แห่งก่อน โดยจะไม่ระบุว่าเป็นจุดใด
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรการในระยะสั้นได้ประสานกรมทางหลวงนำเครื่องชั่งน้ำหนักแบบเคลื่อนที่มาใช้โดยจะนำเข้าไปตรวจวัดในไซต์งานต่างๆ และได้สั่งการให้สำนักงานเขตสำรวจไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่ 317 แห่ง ให้ได้มาตรฐานตามอำนาจที่กทม.มี ทั้งนี้การตรวจสอบการก่อสร้างต่างๆเจ้าของโครงการรวมถึงผู้รับเหมาที่ได้รับการว่าจ้างก็ต้องดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐานด้วย

“เมื่อวานนี้ตนได้พบกับพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาลรองผบ.ตร. ได้มีการพูดคุยหารือถึงเรื่องการกำกับดูแล เน้นย้ำใน 2 เรื่อง คือรถบรรทุกไม่ให้บรรทุกเกินและต้องวิ่งตามกำหนดเวลา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องกังวลเพราะเป็นบ้านของเราเองต้องมีความปลอดภัย หลังจากนี้จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะเดินทางสัญจรได้อย่างปลอดภัย เรียกความมั่นใจของประชาชนกลับคืนมาให้ได้ และเย็นนี้หากได้เครื่องชั่งน้ำหนักแบบเคลื่อนที่จากกรมทางหลวงเพิ่มมาอีก 1 เครื่องก็จะไปสุ่มตรวจในไซต์งานอาจจะจับได้สัก 1-2 ราย” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ ระบุว่า ในส่วนการดำเนินการกับรถคันดังกล่าวในวันนี้จะมีการชั่งน้ำหนักดิน โดยทางเจ้าพนักงานทางหลวงท้องถิ่น จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเมื่อวานนี้ที่ไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้เนื่องจากล้อรถแตก ผิดรูป เคลื่อนที่ไม่ได้ตามระเบียบของกรมทางหลวงจะต้องให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้แล้ววิ่งขึ้นมาบนเครื่องชั่งน้ำหนักจึงต้องรอให้มีการเปลี่ยนล้อให้เรียบร้อยเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วทางเจ้าพนักงานทางหลวงท้องถิ่น จะทำการบันทึกและส่งข้อมูลพร้อมนำตัวคนขับและรถส่งให้กับตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับเรื่องสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่บริเวณหน้ารถนั้นก็เป็นอำนาจการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน เพราะ กทม.มีอำนาจตามพรบ.รักษาความสะอาดฯ ได้แค่ตรวจว่ามีผ้าคลุมหรือดินตกหล่นหรือไม่ ส่วนกรณีที่โซเซียลสงสัยว่าสำนักงานเขตต่างๆ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับส่วยหรือไม่นั้น จากการตรวจสอบพบว่าไม่น่าเกี่ยวเนื่องจาก กทม.ไม่ได้มีอำนาจในการชั่งน้ำหนักและจับกุม.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
