“ดีเอสไอ”จ่อเอาผิด“9ตำรวจอรัญประเทศ”ชุดทำคดี“ลุงเปี๊ยก”ตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย“ผู้กำกับ”โดนคนแรก!

"ผอ.อังศุเกติ์” เตรียมเอาผิด “9 ตำรวจอรัญประเทศ” ชุดทำคดี “ลุงเปี๊ยก”ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เล็งส่งหมายผู้ต้องหาแจ้งไปยัง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว กาปฏิทิน 7-10 พ.ค. ตบเท้าชี้แจง “ผกก.อรัญประเทศ” โดนสอบสวนคนแรก ยันเปิดโอกาสให้นำพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์
จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือคดี “ลุงเปี๊ยก” นำโดยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ได้ประชุมร่วมกับนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะพนักงานอัยการ โดยที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าทางคดีมีพยานหลักฐานพอแจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 นาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 11 เม.ย.67 นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า วานนี้ (10 เม.ย.) คณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วมกับ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะพนักงานอัยการ ได้มีมติร่วมกันเตรียมออกหมายเรียกผู้ต้องหาหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยจะส่งหมายเรียกดังกล่าวแจ้งไปยัง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ให้รับทราบว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ข้าราชการตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 9 นาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ประกอบด้วย ระดับสัญญาบัตร 6 นาย และระดับประทวน 3 นาย โดยแบ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก จำนวน 8 นาย ประกอบด้วย ตำรวจระดับสัญญาบัตร 5 นาย และระดับประทวน 3 นาย ซึ่งมีหลักฐานพอแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “เป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการร่วมกันกระทำการควบคุมตัวบุคคลโดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 22 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 309 มาตรา 310 ประกอบมาตรา 83
นายอังศุเกติ์ เผยอีกว่า ส่วนกลุ่มที่ 2 พบการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นระดับสัญญาบัตร 1 นาย โดยแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนมาให้สอบสวนรวบรวมในสำนวนการสอบสวนได้ จะเป็นภาพวิดีโอ พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร ฯลฯ คณะพนักงานสอบสวนยินดีไปตรวจสอบให้ทั้งหมดตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มีการร้องขอ เพราะกรณีดังกล่าวถือว่ากระทบต่อตำแหน่งเจ้าหน้าที่ราชการ เราจึงเปิดโอกาสให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องบุคคลใด

นายอังศุเกติ์ เผยต่อว่า การเตรียมเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 9 รายมารับทราบข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นในห้วงวันที่ 7-10 พ.ค. โดยจะแบ่งกลุ่มผู้ต้องหาให้ทยอยเข้าให้ปากคำตามลำดับความสำคัญของพยานหลักฐาน คาดว่าสอบปากคำวันละ 2-3 นาย ในส่วนของ ผกก.สภ.อรัญประเทศ (พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา) เบื้องต้นจะเป็นรายแรกที่จะสอบปากคำ อาจอยู่ในช่วงกรอบวันที่ 7-8 พ.ค. ส่วนสถานที่สอบปากคำ คือ ศูนย์ราชการฯ อาคารบี ชั้น 8 (ฝั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ) ห้องพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งในวันสอบปากคำดังกล่าว พนักงานสอบสวนจะแจ้งพฤติการณ์ความผิดให้รับทราบว่ากระทำความผิดอะไรบ้าง และสาเหตุที่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ หรือหากเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ยังไม่ประสงค์ให้การ จะขอส่งเป็นเอกสารชี้แจงหรือพยานหลักฐานในภายหลังนั้น พนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาและยินดีรับ เพราะเราต้องให้เวลาพวกเขาไปจัดเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย และให้เข้าชี้แจงอีกครั้งภายใน 7-10 วัน
นายอังศุเกติ์ เผยด้วยว่า เมื่อคณะพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ตรวจพยานเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ของผู้ต้องหาครบเรียบร้อยแล้ว เราจะพิจารณาว่าจะมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารายใดด้วยฐานความผิดใดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เพราะต้องเรียนตามตรงว่าเราค่อนข้างเปิดโอกาสและให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา เพื่อให้เขาชี้แจงในกรณีที่เขามองว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ถ้าหากพยานหลักฐานและการสอบปากคำ การสืบสวนสอบสวนพบว่าบุคคลดังกล่าวไม่เข้าข่ายกระทำความผิดในฐานความผิดนั้นๆ เราก็จะไม่สั่งฟ้องในฐานความผิดดังกล่าว แต่การสั่งจะฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในส่วนของดีเอสไออย่างเดียว แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากหัวหน้าคณะทำงานซึ่งก็คือพนักอัยการรับทราบพ้องกัน
นายอังศุเกติ์ ปิดท้ายว่า เมื่อมีการสรุปสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อไร คณะพนักงานสอบสวนจะส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 31 วรรคท้าย และแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบในส่วนที่มีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จากนั้นพนักงานอัยการจึงจะมีการสั่งฟ้องและส่งสำนวนให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินการทางคดีของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นไปตามนโยบายของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากคดีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
