“คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ก.ยุติธรรม เปิดตัวเลขเยียวยาเหยื่อทรมาน-สูญหาย พร้อมมาตรการฟื้นฟูจิตใจและคำขอโทษจากรัฐ

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานครบรอบ 3 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ชูสโลแกน "ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี" เผยความสำเร็จ 3 มิติ ทั้งการบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุม และระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เผยสถิติ 1 ปีล่าสุด เยียวยาผู้เสียหายไปแล้ว 33 กรณี รวมเป็นเงินกว่า 8.2 ล้านบาท ลั่นไม่ใช่แค่จ่ายเงิน แต่รวมถึงการฟื้นฟูจิตใจและให้หน่วยงานรัฐผู้กระทำผิดขอโทษต่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเกิดขึ้นโดยปราศจากความรับผิดอีกต่อไป
วันนี้ ( 23 กุมภาพันธ์ 2569) ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ชั้น 2 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ” โดยมี นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวรายงาน ซึ่งมี คณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นางสาวดวงดาว เกียรติพิศาลสกุล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เสียหายและทายาท เข้าร่วม


สำหรับการจัดงานในวันนี้ ท่านรัฐมนตรีได้ประกาศความก้าวหน้าของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยยืนยันเจตนารมณ์ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ปล่อยให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเกิดขึ้นโดยปราศจากความรับผิด
ท่านรัฐมนตรีฯ ได้เปิดเผยต่อว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมายมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1. การป้องกันเชิงระบบ อาทิ การกำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการควบคุมตัว การแจ้งข้อมูลการควบคุมตัวอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ญาติหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูล ลดความเสี่ยงการละเมิดสิทธิ และปิดช่องว่างของการควบคุมตัวในพื้นที่ปิด


2. การตรวจสอบและสร้างความรับผิด ได้แก่ บัญญัติฐานความผิดเฉพาะกรณีการทรมาน การกระทำที่โหดร้ายฯ และการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยไม่สามารถอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุยกเว้นความผิด พร้อมทั้งวางกลไกสอบสวนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างจริงจัง รวดเร็ว และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน


3. การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย โดยปีนี้เป็นไฮไลท์สำคัญ เนื่องจากได้มีการบังคับใช้ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 ซึ่งได้จัดตั้งกลไกเยียวยาที่มีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และกำหนดสิทธิที่ชัดเจน ซึ่งการเยียวยาดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการชดเชยทางการเงินเท่านั้น แต่คือการยอมรับความจริงและความรับผิดของรัฐต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเยียวยาในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินควบคู่กันไปด้วย โดยตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2568 – 22 ก.พ. 2569 มีผลการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งสิ้น จำนวน 33 กรณี แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท พร้อมด้วยการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นที่มิใช่ตัวเงิน อาทิ การประสานเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดขอโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัวผู้เสียหาย และการประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อกำชับการปฏิบัติงาน เป็นต้น


ทั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยุติธรรมต้องมา” คือ หลักการสำคัญ และ “เยียวยาต้องมี” คือหัวใจของการขับเคลื่อนในปีนี้ กระทรวงยุติธรรมจึงขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยุติการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมทั้ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักประกันที่มั่นคงของสังคมไทยอย่างแท้จริงต่อไป


นอกจากนี้ ในการจัดงานดังกล่าว ได้มีพิธีมอบเงินเยียวยาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จำนวน 3 ราย รวมเป็นเงิน 1,100,000 บาท ด้วย
“เคารพชีวิต ใช้สิทธิตามกฎหมาย ขจัดการอุ้มหายและทรมาน”
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
