“กระทรวงแรงงาน”ยอมถอยเพิ่มค่าแรง400บาททั้งประเทศหลังถกปัญหากับ“นายจ้าง”ถ้าขึ้นไปไม่รอด!

“กระทรวงแรงงาน” ยอมถอยเพิ่มค่าแรง 400 บาททั้งประเทศ หลังถกนายจ้าง ลุ้นวงประชุมไตรภาคี 14 พ.ค. นี้ “ผู้ประกอบการ” ขอความเห็นใจทุกฝ่าย อัพค่าแรงสูงนายจ้างตายก่อน ลูกจ้างก็ไม่รอด จวกหนึ่งปีเพิ่ม 3 รอบ ไม่สมเหตุผล
เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 13 พ.ค.67 ที่กระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังการหารือร่วมกับผู้แทนสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม เอสเอ็มดี หลังยื่นหนังสือคัดค้านการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั้งประเทศ ว่า จากการหารือ ผู้แทนแต่ละท่านเห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท แต่ไม่เห็นด้วยให้ขึ้นทั้งประเทศพร้อมกัน เพราะบางกิจการจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจนทำให้ธุรกิจมีปัญหาได้ อย่างเอสเอ็มอี ร้านขายของชำต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ หรือไตรภาคี ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ โดยจะโฟกัสเป็นบางประเภทกิจการ และจะให้ทางอนุกรรมการจังหวัดไปพิจารณากรอบแนวทางการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อพิจารณาต่อไป จากมติดังกล่าวตนฟังแล้วก็ดีใจแทนลูกจ้าง ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่ 3 ในวันที่ 1 ต.ค. 2567 แน่นอน ต้องมาโฟกัสบางกิจการต่อไป
ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ สภาหอการค้า กล่าวว่า เรายินดีที่ให้รัฐบาลยกระดับรายได้แรงงาน แต่ขอให้ฟังหลายๆ ฝ่าย เพราะถ้าขึ้น 400 บาท ทั้งประเทศจะกระทบกับหลายกิจการ เช่น ตลาดสด เอสเอ็มอี แรงงานภาคเกษตร ซึ่งใช้แรงงานเป็น 10 ล้านคน ควรให้เวลาเขาปรับตัว ใครพร้อมก็ค่อยๆ ปรับ และวันนี้ ที่คุยกับปลัดกระทรวงแรงงาน ก็ยังต้องคุยกันอีกหลายครั้ง ซึ่งหากถามผู้ประกอบการหากขึ้น 400 บาท ทั้งประเทศ กว่า 80% จะอยู่ไม่ได้ คนที่กระทบหนักจริงคือชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง เป็นต้น นี่เป็นครั้งแรกที่หอการค้าทั้ง 76 จังหวัด สมาคมการค้า 92 สมาคม เป็นเจ้าของโรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1.5 หมื่นแห่ง ยื่นค้านพร้อมกัน เราขอให้ปรับยกระดับรายได้ตามกรรมการไตรภาคี และอนุฯ จังหวัด หากเห็นพ้องต้องกันตามสภาพแต่ละจังหวัด เราพร้อมสนับสนุน แต่ก็ต้องเห็นใจผู้ประกอบการรายย่อยด้วย
นายสุชาติ จันทรานคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังมีปัญหาเรื่องการส่งออก จากที่พยากรณ์อยู่จะอยู่ที่ 2-3% ตอนนี้เหลือแค่ 1.5% ที่สำคัญคือเรื่องอัตราเงินเฟ้อ เคยพยากรณ์ว่าจะอยู่ที่ 0.7-1% ซึ่งตอนนี้ที่เกิดขึ้นจริงคือ 0.7% และยังประมาณการณ์ว่าจะเหลือ 0.5-1% และเมื่อพิจารณาดัชนีทางเศรษฐกิจ ก็มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ มาที่ 330 บาท หรือขึ้นมามา 21% และขึ้นมาจาก 370 บาทอีก คิดเป็นการเพิ่มค่าจ้างฯ 8.1% และถ้าเพิ่มจากยอดที่ต่ำสุดขณะนี้มาเป็น 400 บาท เท่ากับว่า ขึ้นมากว่า 40% คำถามคือ ตอนนี้ ความสามารถของเราตอนนี้ก็ถือว่าย่ำแย่ อะไรต่างๆ ถาโถมขึ้นมา ผู้ประกอบการจะรองรับอัตาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% ได้อย่างไร
“ถ้าขึ้นมาเป็น 400 บาท แล้วรัฐบาลจะช่วยเหลือเราอย่างไร มาตรการต่างๆ ที่ออกมา เช่น การลดภาษี การอัพสกิล รีสกิล แรงงาน ก็ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว อย่างเรื่องลดภาษี ผมก็ยังสงสัยว่า จะเอาที่ไหนไปลด เพราะเมื่อขึ้นค่าจ้างมากขนาดนั้น ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น กิจการขาดทุน ไม่มีเงินที่จะไปลดภาษีได้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องมาบอกว่าจะช่วยด้วยการลดภาษี มันไม่มีประโยชน์” นายสุชาติ กล่าวและว่า เราเห็นด้วยในการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ในปีนี้ปรากฏว่ามีการปรับค่าจ้างแล้วครั้งแรกในวันที่ 1 ม.ค. 2567 ครั้งที่ 2 ปรับวันที่ 13 เม.ย. ผ่านมา แล้วจะมาปรับอีกเป็นครั้งที่ 3 ในเดือน ต.ค. ซึ่งตนคิดว่า เป็นการปรับค่าจ้างที่ไม่สมเหตุผล ตามดัชนีชี้วัด แต่เราก็ให้ความร่วมมือในการหารือว่าจะทำอย่างไรให้มีการปรับค่าจ้างมีความเป็นธรรมทั้งต่อฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้างต้องอยู่ได้ทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้ นายจ้างจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ลูกจ้าง ถ้าผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปก่อน.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
