แม่ผัวร้อง ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ขอความเป็นธรรมให้ลูกสะใภ้หลังโดนผู้ใหญ่บ้านลวงไปล่วงละเมิดในรีสอร์ท
z-z1176120696935.webp)
“มูลนิธิเป็นหนึ่ง” พาเหยื่อสาววัย 25 ปี พร้อมแม่สามี ร้องขอความเป็นธรรมหลังถูกผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ จ.สระบุรี ลวงไปกักขังและพยายามขืนใจในรีสอร์ท ด้าน ผกก.สภ.เมืองสระบุรี ยันดำเนินคดีเด็ดขาด เตรียมเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.45 น. ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการ สภ.เมืองสระบุรี น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง เจ้าของเพจ(เป็นหนึ่ง) นำ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี พร้อมด้วยนางเปิ้ล (แม่สามี น.ส.เอ) ผู้เสียหาย เข้าพบ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรี และพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินกับ นายบี (นามสมมุติ) ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.กุดนกเปล้า อ.เมืองสระบุรี ที่ล่อลวง น.ส.เอไปกระทำการอนาจารและพยายามขืนใจ ในรีสอร์ทแห่งหนึ่งในท้องที่ ต.ดาวเรือง อ.เมือง จ.สระบุรี เหตุเกิด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา รายละเอียดตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อออนไลน์เป็นที่ทราบกันแล้วนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่จากยุติธรรม จ.สระบุรี และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมสังเกตการณ์อยู่ด้วย

น.ส.เอ ผู้เสียหายได้เล่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อหน้า ผกก.สภ.เมืองสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนที่มารอรายงานข่าวเป็นจำนวนมากว่า เริ่มจากเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถูกเพื่อนที่ไปงานวันเกิดด้วยกันเข้าแจ้งความกล่าวหาว่าตน (น.ส.เอ) ขโมยโทรศัพท์มือถือ จึงมีการนัดหมายให้ไปพูดคุยกับผู้เสียหายและนำทรัพย์สินไปคืน ที่สถานีตำรวจ แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอมถอนแจ้งความ ทำให้ ตนรู้สึกกังวลและคิดว่าจะหาผู้ใหญ่ในพื้นที่มาช่วยพูดคุยและไกล่เกลี่ย จึงนึกถึงลุงซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หลังจากพูดคุยกันที่โรงพักเสร็จประมาณ 01.00 น. (เช้าวันที่ 2 ก.ค.69) ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านตามปกติ

ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.ค.69 ลุงผู้ใหญ่บ้านโทรศัพท์หาตน และบอกให้ออกมาพบ โดยอ้างว่าจะพาไปคุยกับตำรวจและพาไปพบกำนัน เพื่อช่วยเหลือเรื่องคดีความ ตนจึงรีบออกไป เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือก่อนออกจากบ้าน ตนได้โทรหาเพื่อนคนหนึ่งให้ไปเป็นเพื่อน แต่ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าไม่ต้องให้เพื่อนไป เพราะไม่อยากให้คนรู้เรื่องมาก และยืนกรานว่าให้ไปเพียงคนเดียว
ตนจึงตัดสินใจไปกับลุงผู้ใหญ่บ้าน เมื่อขึ้นรถ ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะพาไปพบตำรวจที่รู้จัก เพื่อขอให้ช่วยเรื่องคดี และได้พาไปพบจริง มีการพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกมา

จากนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะพาไปพบกำนันอีกคน เพื่อให้ช่วยเหลือเพิ่มเติม ตนจึงเชื่อและหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ จึงเดินทางไปด้วย ระหว่างทาง ลุงผู้ใหญ่บ้านพูดตลอดว่าสามารถช่วยเรื่องคดีได้ ทำให้น้องยิ่งเชื่อใจ จากนั้นลุงได้ขับรถวนไปตามซอยเล็ก ๆ อยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะบอกว่ากำนันยังมาไม่ถึง และชวนไปหาอะไรกินระหว่างรอ แต่แทนที่จะพาไปร้านอาหาร ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับขับรถเข้าไปที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง


ซึ่งบริเวณด้านหน้ามีร้านอาหารอยู่จริง แล้วอ้างว่าไม่อยากนั่งที่ร้าน เพราะเกรงว่าจะมีคนเห็นว่ากำลังช่วยเหลือเรื่องคดี จึงชวนให้น้องเข้าไปรอภายในห้องพัก โดยบอกว่าตนเองจะออกไปโทรศัพท์หากำนันด้านนอก เมื่อเข้าไปในห้อง ตนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบโทรศัพท์หาเพื่อนและคนสนิท บอกตำแหน่งที่อยู่ พร้อมพูดว่า“หนูกลัว ช่วยอยู่เป็นเพื่อนในสายก่อนนะ และช่วยมาตามหาหนูด้วย” ไม่นานนัก ลุงผู้ใหญ่บ้านถามว่าน้องกำลังคุยกับใคร ก่อนสั่งให้วางสาย ปิดโทรศัพท์ และห้ามติดต่อพ่อแม่ น้องเกิดความกลัวจึงรีบวางสาย
จากนั้นน้องขออนุญาตเข้าห้องน้ำ เพื่อแอบส่งข้อความหาเพื่อนว่า“รีบมารับหน่อย หนูกลัว”ขณะที่อยู่ในห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านเดินตามมาเคาะและทุบประตู พร้อมตะโกนถามว่ากำลังทำอะไร เอาโทรศัพท์เข้าไปทำไม และบอกว่าให้ปิดเครื่องแต่ทำไมยังไม่ปิด ตนจึงโกหกว่าได้ปิดโทรศัพท์แล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้ปิด และพยายามแอบส่งข้อความให้เพื่อนเข้ามาช่วย
ระหว่างนั้น ลุงผู้ใหญ่บ้านสั่งเบียร์มา น้องจึงอาสาออกไปหยิบเอง โดยหวังจะขอความช่วยเหลือจากพนักงานให้เปิดทางให้เพื่อนเข้ามา แต่พนักงานแจ้งว่าไม่สามารถให้บุคคลภายนอกเข้ามาได้ เมื่อเห็นว่าน้องคุยกับพนักงานนาน ลุงผู้ใหญ่บ้านจึงเดินมาดึงตัวกลับเข้าห้อง
ระหว่างนั้นน้องอาศัยจังหวะแอบปลดล็อกประตูห้องไว้ เพื่อให้เพื่อนสามารถเข้ามาช่วยได้หากมาถึง หลังจากกลับเข้าห้อง ลุงผู้ใหญ่บ้านเริ่มลวนลาม โดยการหอมแก้มและพยายามจับหน้าอก แต่น้องพยายามขัดขืนและขออนุญาตเข้าห้องน้ำอีกครั้ง
ระหว่างนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านพูดว่า “เอาผ้าขนหนูไปอาบน้ำเลย” ตนตกใจ แต่แกล้งตอบรับ พร้อมหยิบผ้าขนหนูเพื่อให้ลุงเข้าใจว่าจะไปอาบน้ำ จากนั้นรีบเข้าไปในห้องน้ำและส่งข้อความหาเพื่อนอีกครั้งว่า “มาช่วยหน่อย ออกมาหรือยัง รีบหน่อย หนูกลัว”ต่อมา ลุงผู้ใหญ่บ้านมาเคาะประตูห้องน้ำหลายครั้ง พร้อมสั่งให้ออกมาแต่งตัว และบอกว่าตนเองจะเข้าอาบน้ำ น้องจึงคิดว่าจะใช้จังหวะที่ลุงอาบน้ำวิ่งหลบหนี จึงตัดสินใจเปิดประตูออกมา แต่ทันทีที่น้องออกจากห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับล็อกประตูห้องน้ำไม่ให้น้องเข้าไปได้อีก ก่อนจะเริ่มลวนลามอย่างรุนแรง โดยถอดเสื้อผ้าของน้องออก น้องพยายามขัดขืนและต่อสู้ แต่เนื่องจากลุงผู้ใหญ่บ้านมีรูปร่างใหญ่กว่า จึงไม่สามารถสู้แรงได้
ในจังหวะนั้นเอง เพื่อนที่ตนส่งข้อความขอความช่วยเหลือเดินทางมาถึงและสามารถสามารถเข้ามาช่วยได้ทัน พร้อมทั้งบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากทราบว่าลุงผู้ใหญ่บ้านพกอาวุธปืนติดตัวเป็นประจำ และเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงต้องบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เพื่อความปลอดภัยและใช้เป็นหลักฐานหลังจากนั้น ตนจึงสามารถออกมาจากรีสอร์ทได้อย่างปลอดภัย ต่อมาในวันที่ 3 น้องได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยตำรวจได้รับแจ้งความไว้ และแจ้งให้น้องรอการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างนี้ฝั่งญาติของ ผู้ใหญ่บ้านได้มีการโพสต์ด่าทอตนเสียเสียหายหาย และข่มขู่เย้ย กฎหมาย ว่าไม่กลัวเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรี กล่าวว่า ในคดีดังกล่าวนี้ต้องทำความเข้าใจแยกแต่ละคดี คือคดีลักทรัพย์ (โทรศัพท์) นั้นมีการคืนทรัพย์สินกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในคดีกระทำการอนาจารและ พยายามขืนใจนั้น
หลังเกิดเหตุ ( เมื่อ 3 ก.ค.69) ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ สอบสวนปากคำ น.ส.เอ ผู้เสียหาย พร้อมพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งตรวจสถานที่เกิดเหตุ พาผู้เสียหายชี้ที่เกิดเหตุ และสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุเพื่อมอบให้กับพนักงานสอบสวน โดยเบื้องต้นนี้ ทราบว่า นายบี (ผู้ถูกกล่าวหา) มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่ง ใน ต.กุดนกเปล้า อ.เมืองสระบุรี จึงได้แจ้งให้ ฝ่ายปกครอง นายอำเภอเมืองสระบุรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาของนาย บี ทราบแล้ว โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งมาว่า จะนำตัว นายบี ผู้ถูกกล่าวหา มาพบพนักงานสอบสวนในวันพรุ่งนี้ ( 14 ก.ค.69) เวลา 10.00 น.)
ส่วนในเรื่องที่ ผู้เสียหาย และ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษและเกรงไม่ได้รับความปลอดภัยนั้นเพราะหลังเกิดเหตุ ทางผู้ใหญ่บ้านผู้ถูกกล่าวหาได้พยายามขอเข้ามาไกล่เกลี่ยและข่มขู่ ครอบครัวผู้เสียหายนั้น สภ.เมืองสระบุรีได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มกัน ตามที่ร้องขอแล้ว ส่วนการดำเนินคดีนั้นที่แน่ๆ คือกระทำอนาจาร ส่วนในคดีถึงขั้นล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่นั้น ซึ่งแพทย์ รพ.สระบุรีได้นัด น.ส.เอ ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายเพิ่มเติมในวันที่ 17 ก.ค.69 เพื่อนำมาประกอบใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาต่อไป
ด้านนายซี (นามสมมติ) เพื่อของนางสาวเอ ที่เข้าไปช่วยเหลือ เผยว่านางสาวบี ได้ทักแชทเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือ ว่าตนเองถูกลวงมาที่โรงแรม พร้อมบอกว่าขอให้ตนเองเข้ามาช่วยเหลือด้วย จากนั้นตนเองก็ได้ขับรถไปตามโลเคชั่นที่ นางสาวเอ ส่งเข้ามา และเมื่อขับรถไปถึงก่อนที่จะเปิดประตูห้องเข้าไปตนเองได้ใช้มือถือถ่ายคลิปเอาไว้ และเมือเปิดประตูเข้าไปเห็นนางสาวเอ ใส่ผ้าขนหนูนอนอยู่บนเตียง โดยมีฝ่ายชายขึ้นค่อมอยู่ (แก้ผ้าจนหมด) และเมื่อตนเองเข้าไปถึงก็ได้ดึงนางสาวเอ ออกมา และพูดบอกว่าทำแบบนี้ไม่ถูกนะ จากนั้นตนเองก็ได้พานางสาวเอออกมาจากโรงแรม ซึ่งตนเองก็รู้สึกโกรธมากแต่ไม่อยากที่จะทำอะไร โดยคิดว่าพานางสาวเอ กลับบ้านก่อน
ทางด้านนางเปิ้ล(นามสมมติ) แม่สามีนางสาวเอ เผยว่าที่ตนเองมาร้องเรียนในครั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว และอยากให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากทราบว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธด้วย และก็เกรงกลัวว่าเกิดเขามีจิตใจที่เกิดอารมณ์ขึ้นมาเกรงว่าจะเข้ามาทำร้าย ส่วนว่าเขาจะมีอิทธิพลหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบแต่เท่าที่รู้เขาเป็นคนที่กว้างขวาง เนื่องจกว่าชาวบ้านในพื้นที่มีอะไรเขาก็เข้าช่วยเหลือ และชาวบ้านก็มีความเกรงใจในตัวผู้ใหญ่บ้านคนนี้ แต่เมื่อเรื่องถึงสื่อ ถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจตนเองรู้สึกสบายใจขึ้น และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยไปดูแลที่บ้านด้วย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดสระบุรี เผยว่า ทางยุติธรรมฯจะมีเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา หมายถึงผู้ที่ถูกผู้อื่นกระทำให้ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ถูกกระทำอนาจาร โดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สิทธิที่จะได้รับ ในกรณีทั่วไป จะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระยะเวลา 1 ปีตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำในจังหวัดสระบุรี ไม่เกิน 1 ปี และความเสียหายที่คณะกรรมการเห็นสมควรจ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งก็จะอยู่ที่คณะกรรมการในการประชุม
ล่าสุดในเพจ เป็นหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า หลังมีข่าวอื้อฉาวขึ้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบว่า สามี น.ส.เอ ผู้เสียหายรายนี้ เป็นทหาร สังกัด ( ม.พัน 11 รอ.) สระบุรี จึงสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้นายทหารผู้เป็นสามี สามารถลาราชการกลับมาดูแลภรรยาและลูกแฝด ในช่วงที่มีการดำเนินคดีกับ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ถูกกล่าวหาได้ ( สำหรับทหาร )สามี น.ส.เอ รายนี้ ปัจจุบันอายุ 26 ปี เคยผ่านการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ปกติมาแล้ว แต่จับได้ใบดำ แต่มีจิตใจอยากรับราชการทหารจึงได้ สมัครใจเข้าเป็นทหาร ผ่านการฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังจะถูกส่งไปราชการชายแดนด้านกัมพูชา ในเร็วๆนี้ แต่ภรรยามาเกิดเรื่องเสียก่อนดังกล่าว
ชาญวิทย์ คำนวนวุฒิ จังหวัดสระบุรี
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
