หนุ่มเต็นท์รถร้องกองปราบ อ้างเป็นสืบศรีสะเกษควงอาก้าจ่อหัว รีดเงินแสนห้าแลกปล่อยตัว

หนุ่มเต็นท์รถมือสองควง "จ่าคิงส์ สะพานใหม่" บุกร้องกองบังคับการปราบปราม แฉยับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ควงปืนสงครามอาก้าจ่อหัว-ขู่ถุงดำคลุมหัวกรรโชกทรัพย์ รีดเงินก้อนแรก 1.5 แสนบาท แลกไม่ดำเนินคดีข้อหาวิ่งราวทรัพย์ปมพิพาทซื้อขายรถกระบะหลุดไฟแนนซ์ ซ้ำเติมถูกร้อยเวรเรียกรับเงินสดค่าไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตัดระบบอาชญากร เผยครอบครัวหวาดกลัวหนักเหตุถูกคุกคามรอบทิศ หอบหลักฐานคลิปเสียงและสลิปโอนเงินซบกองปราบจี้ล้างมาเฟียเครื่องแบบ
(22 พฤษภาคม 2569) – ที่บริเวณริมฟุตบาทด้านหน้ากองบังคับการปราบปราม นายอรุณ มีชัย ผู้ประกอบการธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสอง พร้อมด้วย นายขัตติยา แตงทิม หรือ "จ่าคิงส์ สะพานใหม่" เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและขอคำปรึกษาทางกฎหมาย กรณีระบุว่าถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ร่วมกันใช้อาวุธปืนสงครามข่มขู่คุกคาม และกรรโชกทรัพย์สินเป็นเงินจำนวนหลักแสนบาท เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีอาญา จนทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวเกิดความหวาดกลัวต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยและไม่สามารถพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้

นายอรุณ เปิดเผยลำดับเหตุการณ์ว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ตนได้ตกลงทำสัญญาซื้อ-ขายรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ ในราคา 345,000 บาท ซึ่งยอมรับว่ารถคันดังกล่าวยังเป็นรถที่ติดไฟแนนซ์และมีราคาต่ำกว่าท้องตลาด ทว่าภายหลังทำสัญญาเสร็จสิ้นตนได้ใช้กุญแจสำรองขับรถคันดังกล่าวกลับมาจากปั๊มน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งในจุดนี้ตนยอมรับผิดในส่วนพฤติกรรมการนำรถกลับมา ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม ได้มีการนัดหมายเจรจาซื้อขายกันอีกครั้ง แต่กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ เข้าทำการจับกุมโดยไม่มีการแสดงหมายจับ ซ้ำยังใช้อาวุธปืนสงคราม (อาก้า) จ่อเล็งมาที่ตนและน้อง ๆ รวม 3 คน ก่อนใส่กุญแจมือควบคุมตัวไปยังห้องปฏิบัติการสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ
ผู้เสียหายระบุต่อว่า เมื่อไปถึงห้องปฏิบัติการสืบสวน กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้พูดจาข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดีในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ โดยใช้เวลาเจรจากดดันยาวนานถึงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคม จนกระทั่งตนยินยอมจ่ายเงินให้ก่อนจำนวน 150,000 บาท แบ่งเป็นเงินสด 50,000 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีอีก 50,000 บาท ในเวลา 03.52 น. ส่วนที่เหลืออีก 50,000 บาท นัดชำระในวันถัดไป นอกจากนี้ในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนเวรเจ้าของคดียังได้เรียกรับเงินสดจำนวน 3,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือเข้าเครื่องระบบประวัติอาชญากร โดยให้ปั๊มเพียงหมึกเปื้อนมือธรรมดาเท่านั้น ก่อนปล่อยตัวชั่วคราว
นายอรุณ กล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ต่อมาตนถูกกดดันเรียกรับเงินเพิ่มอีก 50,000 บาท แยกต่างหากจากยอดเดิม จึงได้ตัดสินใจแจ้งไปว่าตนได้อัดคลิปเสียงหลักฐานไว้ทั้งหมด กลุ่มดังกล่าวจึงเงียบหายไป และต่อมามีการออกหมายเรียกให้ไปพบในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งเมื่อตนส่งทนายความและผู้ใหญ่ไปเจรจาเพื่อขอนำเงินไปวางและไกล่เกลี่ยนำรถออกมารีไฟแนนซ์ปิดยอด กลับถูกปฏิเสธและข่มขู่ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ตนเห็นว่าพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมไม่มีความโปร่งใส รีดทรัพย์แล้วไม่ทำตามข้อตกลง ซ้ำร้ายเมื่อไปแจ้งความดำเนินคดีกลับพนักงานสอบสวนในท้องที่ ก็ยังไม่ยอมออกใบแจ้งความให้ จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนที่กองปราบปรามในวันนี้
ทางด้าน "จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่" กล่าวเน้นย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากผลการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่าเป็นความจริง ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์อย่างร้ายแรง เปรียบเสมือนมาเฟียในเครื่องแบบที่ทำลายภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากนี้ตนจะพานายอรุณและครอบครัว นำหลักฐานทั้งคลิปเสียงสนทนาและสลิปหลักฐานการโอนเงิน ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อเข้าสู่กระบวนการร้องขอความเป็นธรรมและจัดกำลังคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ครอบครัวของผู้เสียหายตามขั้นตอนต่อไป
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
