สาวไทยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปตร่ำไห้ข้าม ปท.ผ่านเฟสบุ๊กอยากกลับบ้านโชคดีหนีได้

เหยื่อแก๊งหลอกไปทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ ฝั่งกัมพูชาหนีรอดมาได้หวุดหวิด หลังถูกบังคับให้มาเปิดบัญชีในไทย เผยไปทำงานเหมือนตกนรก มีคนกว่า 1,000 คนจากหลายประเทศถูกหลอกไปทำงาน

วันที่ 24 ก.พ.68 กรณี น.ส.แบม อายุ 22 ปี ชาวบ้านบัวตะเคียน ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ แอบวีดีโอคอลจากประเทศกัมพูชาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนให้หาเงินจำนวน 700 เหรียญ US หรือประมาณ 30,000 บาทไทยเพื่อไถ่ตัวเองกลับบ้าน ระบุว่าถูกหลอกมาทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ ที่ฝั่งประเทศกัมพูชา แต่กลับถูกบังคับทำงานตั้งแต่ตอนเช้ายัน 5 ทุ่มทุกวัน หากทำไม่ได้จะโดนกระบอกไฟฟ้า หรือเปลี่ยนสายงาน หรืออาจจะถูกส่งขายต่อ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา นางสาวสมหวัง อายุ 71 ปี ชาวบ้านบัวตะเคียน ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. หลานสาว คือ น.ส.แบม ได้ถูก น.ส.เอ๋ย อายุ 29 ปีชาวบ้านดอนขวาง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ชักชวนให้หลานสาวเดินทางไปทำงานที่จังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งเกรงว่าหลานสาวจะถูกหลอกไปทำงานและอาจเกิดอันตรายจึงได้มาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามตัวเพราะเกรงว่าจะถูกหลอกลวงไป เพราะติดต่อหลานสาวไม่ได้

ต่อมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์, พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วิศิษฏ์ บัวสง่าวงศ์ ผกก.สภ.เฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เร่งสืบสวนหาข้อมูลพยานเพิ่มเติม ได้ข้อมูลว่า พบตำแหน่งพิกัดที่ส่งมาให้เป็นลักษณะอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ

กระทั่งล่าสุดวันนี้ (24 ก.พ.68) ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เฉลิมพระเกียรติ ได้รับรายงานจากตำรวจ สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่าได้มี น.ส.แบม ที่ยายเคยแจ้งความเอาไว้วิ่งมาร้องขอความช่วยเหลือที่ สภ.คลองลึก พร้อมกับชายชาวจังหวัดสุรินทร์ ขอให้ช่วยเหลืออยากกลับบ้านตำรวจได้ดูแลปลอดภัยแล้ว

ต่อมา พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย น.ส.แบม ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดว่า ตนถูกชักชวนจาก น.ส.เอ็ย คนตำบลเดียวกัน ให้ไปทำงานเกี่ยวกับบ่อนที่ปอยเปต จะได้เงินเดือน 28,000 บาท จึงตัดสินใจไปคนเดียว โดยมีรถแท็กซี่มารับถึงบ้านที่เฉลิมพระเกียรติ จากนั้นจะมีคนมารับต่อข้ามประเทศไปฝั่งกัมพูชา

พอไปถึงที่ทำงานพบเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 20 ไร่ มีตึกหลายคูหา ไม่ได้ไปทำงานเกี่ยวกับบ่อนแต่อย่างใด แต่รู้ว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีบอสใหญ่เป็นชาวจีน มีคนจากหลายประเทศที่เข้าไปทำงานมากกว่า 1,000 คน ตอนแรกตนถูกเรียกให้ไปรับมอบงานเบื้องต้นจะให้ตนทำตัวเป็น Fis faen คือลักษณะให้ตนหลอกชายให้หลงหรือขายบริการ แต่ตนทำไม่ได้เพราะไม่เข้ากับลักษณะของตน
จากนั้นพนักงานให้ตนไปทำตำแหน่งคอลเซ็นเตอร์ คือหลอกคนไทย ซึ่งตนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ทางพนักงานเหมือนจะไม่พอใจตนที่ทำอะไรไม่ได้ จึงให้ตนทำหน้าที่เป็น SR คือการหลอกคนหรือเพื่อนฝูงมาทำงานที่เดียวกับตน จะได้ค่าคอมหัวละ 8,000 บาท ตนเองก็ทำไม่ได้เช่นกันเพราะไม่กล้าหลอกเพื่อน แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงบังคับให้ตนไปเปิดบัญชีม้า ถ้าไม่ไปจะส่งขายต่อ ตนจึงยอมไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่แก๊งให้ข้ามมาฝั่งไทยเพื่อเปิดบัญชี
เมื่อข้ามมาฝั่งไทยเขาให้ตนกับชายอีกคนมารอที่ร้านสะดวกซื้อแล้วจะมีคนมารับ แต่ยังไม่มีใครมา จึงแอบถามคนบริเวณนั้นว่า "โรงพักอยู่ไหน" พอชาวบ้านชี้มือไปบอกว่าอยู่ใกล้ๆ จากนั้นตนกับชายอีกคนที่มาด้วยกัน วิ่งไม่คิดชีวิตไปที่สถานีตำรวจ เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้ยอมรับว่าเข็ดแล้วจะไม่ขอไปทำงานในลักษณะแบบนี้อีก เพราะมีทั้งกระบองไฟฟ้าและขู่ทำร้าย ทำงานตั้งแต่ 08.00-23.00 น.ทุกวัน
ธีรยุทธ์ ชำนาญกอง/ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์ รายงาน
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
