สระบุรีเดือดระอุทั่งจังหวัด! ชาวบ้านร้องน้ำลำราง 20 กม. เน่าเป็นสีดำส่งกลิ่นเหม็นแก๊สพิษผงะควายกินเข้าไปล้มตาย

สระบุรีเดือดระอุ! ชาวบ้าน 3 ตำบลสุดทน ร้องเรียนน้ำในคลองลำรางยาว 20 กม. เน่าเสียพุ่งเป้าเป็นสีดำทมิฬ ส่งกลิ่นเหม็นแก๊สตลบอบอวล แฉไส้ในแสนรันทด ขนาด “ควายกินเข้าไปยังล้มตาย” จนชาวบ้านต้องขายหนี ยื่นคำขาดจี้จังหวัดขยายผลหาตอกลุ่มทุนปล่อยสารพิษ ด้าน สคพ.7 เก็บตัวอย่างน้ำ-โร่แจ้งความโรงพักลากคอคนผิดฟันกฎหมายถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและสื่อโซเชียลมีเดียในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนทางกายภาพอย่างร้ายแรง จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางน้ำ บริเวณริมคลองห้วยคลองหนองน้ำเขียว และคลองห้วยเกตุ ซึ่งไหลผ่านพื้นที่ 3 ตำบลหลัก ได้แก่ ตำบลปากข้าวสาร, ตำบลกุดนกเปล้า และตำบลหนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระแก้ว (อ.เมือง จ.สระบุรี) ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตประจำวันของชาวบ้านหลายร้อยหลังคาเรือน

รายงานข่าวแจ้งว่า ชนวนเหตุระเบิดขึ้นช่วงวันที่ 20-21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีพายุฝนตกหนักทั่วทั้งจังหวัด ส่งผลให้น้ำในคลองลำรางซึ่งมีความยาวกว่า 20 กิโลเมตร ตั้งแต่ช่วงวัดทุ่งสาลิกา, ห้วยตรงบายพาสพระพุทธฉาย, คลองห้วยเกตุ และคลองห้วยตะเข้ (ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี) เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพอย่างน่ากลัว โดยน้ำมีสีดำขุ่นข้น เป็นฟองหนาทึบ และส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ซึ่งชาวบ้านต่างยื่นคำขาดว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแน่นอน แต่ส่อแววเกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียเคมี ซ้ำร้ายหากปล่อยทิ้งไว้มวลน้ำดำนี้จะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำคลองเพรียวและทะลักลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศวงกว้าง ทำให้ปลาในกระชังของเกษตรกรต้องขาดออกซิเจนและลอยตายเกลื่อนเหมือนเช่นทุกปี

จากการลงพื้นที่สอบถาม นายต้องตระการ กุลผา ชาวบ้านหมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า แฉพฤติการณ์ว่า น้ำสีดำขุ่นนี้ไหลมาจากทางหนองน้ำเขียวผ่านหมู่ 6 หนอกจอก เข้าสู่คลองห้วยเกตุ ซึ่งปัญหานี้ซ้ำซากยาวนานมาหลายสิบปีแล้ว แต่ในอดีตน้ำจะไม่มีกลิ่นและไม่ดำทมิฬขนาดนี้ ทว่าระยะหลังกลับมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและถูกปล่อยออกมาทุกครั้งหลังฝนตก ทันที สอดคล้องกับ นายสมนึก แก้วรักษ์ ชาวบ้านหมู่ 5 ที่เล่าทั้งน้ำตาซึมว่า น้ำเน่าที่ไหลมาจากห้วยพลวงในฤดูฝนปีนี้รุนแรงมาก กลิ่นฉุนรุนแรงคล้ายก๊าซพิษ ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน จนหวั่นว่าตนเองจะไม่ไม่ได้แก่ตายตามธรรมชาติแต่ต้องตายเพราะรับสารพิษสะสม ยิ่งไปกว่านั้นน้ำในคลองนี้อันตรายขั้นวิกฤต ขนาดควายของชาวบ้านแอบไปกินเข้าไปยังเกิดอาการล้มป่วยและล้มตาย จนปีที่ผ่านมาเกษตรกรต้องยอมต้อนควายขายหนีตัดใจทิ้งถิ่นฐาน

ต่อมา ทางจังหวัดสระบุรีได้เปิดตารางประชุมด่วนร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อวางพีระมิดแนวทางแก้ไข โดยสั่งการยื่นคำขาด 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ประกาศเตือนประชาชนทั้ง 3 ตำบลให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำในลำรางเด็ดขาด 2. สั่งการให้ฝ่ายปกครองทั้ง 3 ตำบลลงพื้นที่เอ็กซเรย์หาสาเหตุเชิงลึกว่าเกิดจากสถานประกอบการหรือโรงงานใดแอบปล่อยน้ำเสียปะปนมากับน้ำฝนหรือไม่ และ 3. ประสานสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สคพ.7 สระบุรี) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี (ทสจ.) เข้าตรวจสอบสภาพน้ำนิติวิทยาศาสตร์อย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดทาง สคพ.7 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงเก็บวัตถุพยานตัวอย่างน้ำไปเข้าแล็บตรวจวิเคราะห์ พร้อมทั้งเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในการดัดหลังฟ้องร้องดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้ลักลอบปล่อยสารพิษให้ถึงที่สุด

ขณะที่ นายตรีพงษ์ กลันทปุระ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในแง่วิทยาศาสตร์และการจัดการหน้างานว่า ลำรางน้ำ 2 สายจากคลองหนองน้ำเขียวและคลองห้วยเกตุได้ไหลมารวมกันตรงจุดบ่อลุงคำ ก่อนไหลไปยังทุ่งสาลิกาและฝายห้วยตะเข้ เบื้องต้นผลตรวจแล็บชี้ว่า สีดำในน้ำเกิดจากแร่ธาตุแมงกานีสรวมถึงตะกอนเศษไม้ซากสัตว์ที่สะสมมานาน ถูกน้ำฝนแรกชะล้างจนฟุ้งกระจายขึ้นมา ซึ่งค่า DO (ออกซิเจนในน้ำ) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ การแก้ไขระยะเร่งด่วนทางอุตสาหกรรมจะทำการถมบ่อลุงคำให้ตื้นขึ้นเพื่อลดการสะสมตะกอน พร้อมสร้างฝายหินธรรมชาติ 4 จุดเพื่อชะลอน้ำและช่วยเติมออกซิเจนในตัว รวมถึงระดมฉีดสารจุลินทรีย์อีเอ็ม (EM) และผันน้ำดีเข้ามาไล่น้ำเสีย เพื่อบำบัดคุณภาพน้ำให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
