สภาทนายฯเผย“ค่าปรับเป็นพินัย”เปิดโอกาสให้ใช้“แรงงาน”แทนค่าปรับได้ปิดตำนานวลี“คุกมีไว้ขังคนจน”

“รองโฆษกสภาทนายความฯ” เผย “ค่าปรับเป็นพินัย” เปิดโอกาสให้คนที่มีความจำเป็นต้องทำ แต่ไปละเมิดกฎหมายแล้วฐานะยากจน สามารถขอใช้ “แรงงาน” แทนค่าปรับได้ ปิดตำนานวลี “คุกมีไว้ขังคนจน”
จากกรณีพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.มีหนังสือบันทึกเรื่อง แนวทางการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.2565 และได้กำหนดให้กฎหมายในบัญชี 1 และบัญชี 3 ท้าย พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 ต.ค.66 ซึ่งคำสั่งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องใบสั่งจราจรนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ 27 ต.ค.66 นายวีรศักดิ์ โชติวานิช รองโฆษกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงหลักการสำคัญของพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯว่า มาจากเดิมกฎหมายได้กำหนดโทษทางอาญา กรณีผู้กระทำความผิดต้องถูกลงโทษปรับ แต่หากผู้กระทำผิดนั้น “ไม่” สามารถชำระค่าปรับได้ ก็จะถูกนำตัวไป“กักขัง” แทนค่าปรับ แต่การเรียงลำดับความร้ายแรงของโทษทางอาญานั้น ไล่เรียงตั้งแต่หนักสุดคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ยึดทรัพย์
ดังนั้น การที่มีผู้กระทำผิดไม่มีเงินค่าปรับกลับต้องถูกกักขังทั้งที่เป็นโทษที่รุนแรงกว่า เป็นการถูกจำกัดด้วย “ฐานะ” หากมีเงินก็ไม่ต้องเข้าคุก จึงมีแนวคิดว่าหาก “โทษปรับสถานเดียว” เปลี่ยนให้ไปทำอย่างอื่นแทนตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่กําหนดให้การตรากฎหมายพึงกําหนดโทษทางอาญาเฉพาะความผิดที่ร้ายแรง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ จึงใช้บังคับ เพื่อเปลี่ยนโทษปรับทางอาญาและโทษปรับทางปกครองมาเป็น “โทษปรับเป็นพินัย” ความหมายคือ เงินค่าปรับเป็นพินัยที่ต้องชำระให้แก่รัฐ ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ในมาตรา 3 ความผิดทางพินัย คือการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎหมายนั้นบัญญัติให้ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย
ทั้งนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับและอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯนั้นเป็นไปตามบัญชีท้ายของพ.ร.บ.ซึ่งมี 3 บัญชี รวม 204 ฉบับ การปรับเป็นพินัยมีหลักการสำคัญคือ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่บังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับนั้นมีอำนาจหน้าที่ในการ “ออกคำสั่งปรับเป็นพินัย” แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ถ้าจำนวนเงินที่จะต้องสั่งปรับไม่เกิน 10,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ 1 คน สามารถออกคำสั่งได้ แต่ถ้าปรับเกิน 10,000 บาท จะต้องทำในรูปของคณะกรรมการไม่เกิน 2 คน และจำนวนเงินค่าปรับให้เป็นไปตามที่กฎหมายฉบับนั้นๆบัญญัติไว้
อย่างไรก็ตาม จากหลักการเดิมหากไม่มีเงินเสียค่าปรับจะถูกกักขังแทนนั้น พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกศาลสั่งปรับ เป็นบุคคลยากจน ทุกขเวทนา มีเหตุจำเป็นให้ต้องละเมิด สามารถยื่นคำร้องต่อศาล “ขอลดค่าปรับ” หรือขอผ่อนชำระเป็นงวดๆ
หาก “ไม่มีเงินเลย” ก็สามารถขอศาลอนุญาตให้ผู้กระทำผิด “ขอทำงานบริการสังคม” หรือ “ทำงานสาธารณประโยชน์” แทนค่าปรับเป็นพินัยก็ได้ โดยศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตตามคำร้องหรือไม่ “ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้แรงงานแทนค่าปรับได้เพราะมีเงื่อนไข”
ถ้าผู้กระทำผิดไม่ได้ขอศาลผ่อนชำระ หรือขอทำงานบริการแทนค่าปรับเป็นพินัยแล้วชำระไม่ทันเวลาที่ศาลกำหนด ให้ศาลออก “หมายบังคับคดี” เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้น เพื่อชำระค่าปรับเป็นพินัยได้ ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ “ห้าม” ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบันทึกลงใน “ประวัติอาชญากรรม” กับผู้กระความผิดทางพินัย
“กฎหมายฉบับนี้มอบโอกาสให้คนที่มีความจำเป็นต้องทำ แต่ไปละเมิดกฎหมายแล้วฐานะยากจน ก็ยังสามารถขอใช้แรงงานแทน ก็จะทำให้คำพูดที่บอกว่า คุกตารางมีไว้เพื่อขังคนจนเท่านั้น ได้รับการขจัดออกไป” นายวีรศักดิ์ กล่าว.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
