ศาลทุจริตสั่งจำคุก“พระอาจารย์คม”รวม468ปีคดียักยอกเงินวัดป่าธรรมคีรี300ล้านพรรคพวกโดนด้วย!

“ศาลอาญาคดีทุจริตน” พิพากษาจำคุก “พระอาจารย์คม” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี 468 ปี คดียักยอกเงินกว่า 300 ล้าน ขณะที่พรรคพวกจำเลยอื่นๆ ถูกลงโทษจำคุกลดหลั่นกันไป
เมื่อวันที่ 20 มี.ค.67 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบรางรถไฟ ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 ยื่นฟ้อง นายคม หรือ พระอาจารย์คม อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กับพวกรวม 9 คนเป็นจำเลย ตามคำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรีเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย จำเลยที่ 2, 4 และ 6-9 เป็นพระลูกวัด จำเลยที่ 3, 5 เป็นฆราวาส ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เบียดบังเงินสดที่มีผู้บริจาคให้แก่ “วัดป.” ผู้เสียหาย โดยนำเงินเก็บรักษาไว้ที่กุฏิจำเลยที่ 1 แล้ว ยินยอมให้จำเลยที่ 2, 3 นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารชื่อบัญชีจำเลยที่ 3 และบุคคลอื่นที่มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 3 เบิกถอนได้แต่เพียงผู้เดียวรวม 76 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังนำส่งมอบให้จำเลยที่ 3 เก็บไว้เป็นเงินสดในที่พักอาศัยของจำเลยที่ 3 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้เป็นเงิน 51,918,170 บาท และระหว่างวันที่ 1-7 พ.ค. จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ของวัดป่าธรรมคีรีผู้เสียหายไป โดยจำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2, 4, 6, 8 แล้วก่อนจำเลยที่ 1, 2 เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครได้สั่งการให้จำเลยที่ 4, 6, 8 ขนย้ายทรัพย์สินออกจากกุฏิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปซุกซ่อนตามสถานที่ต่างๆ ภายในวัด จำเลยที่ 4, 6, 8 จึงขนย้ายทรัพย์สินไปซุกซ่อนไว้เพื่อรอฟังคำสั่งจากจำเลยที่ 1, 2 แจ้งว่าจะให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกจากวัดเมื่อใด
ต่อมาวันที่ 7 พ.ค. 66 จำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 9 ไปแจ้งแก่จำเลยที่ 4-8 ช่วยกันขนย้ายทรัพย์สินบางส่วนใส่รถตู้ออกไปซุกซ่อนไว้ที่อื่นนอกวัด โดยมีบางส่วนยังคงซุกช่อนอยู่ในวัดและอยู่ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ซึ่งขนย้ายไปยังไม่หมด การกระทำของจำเลยที่ 2, 4-9 เป็นการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 เบียดบังเอาทรัพย์นั้นไป และเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดรวมเงินสดและทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นจำนวน 1,454 รายการ รวมราคาเป็นเงินประมาณ 299,505,992 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 147, 157 พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบช่องน้ำหนักมั่นคง ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี รวม 78 กระทง คงจำคุก 468 ปี, จำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี รวม 78 กระทง คงจำคุก 312 ปี, จำเลยที่ 3 กระทงละ 4 ปี รวม 77 กระทง คงจำคุก 308 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1, 2 และ 3 เมื่อรวมโทษ ทุกกระทงแล้วให้จำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)
ส่วนจำเลยที่ 4, 8 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 5-7, 9 จำคุกคนละ 3 ปี การเสนอแนวทางชี้ช่องพยานหลักฐานและนำสืบของจำเลยที่ 5-9 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 4, 8 คนละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 5-7 ,9 คนละ 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 4-9 ให้ยกฟ้อง.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
