21

21

ชาวบ้านเกาะเต่า ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งประเด็นข้อกฎหมายขัดหรือแย้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ 

  

286120

   

  เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (19 พ.ย.67) นายอนันต์ชัย ไชยเดช พร้อมนายกิตติศักดิ์ บุญชัย และชาวบ้านเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี กว่า 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของชาวเกาะเต่า กรณีกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และส่งประเด็นข้อกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ 

 

22660900

      

22660910

 สืบเนื่องมาจาก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ขึ้นทะเบียนเกาะเต่าเป็นที่ราชพัสดุทั้งเกาะจำนวน 15,000 ไร่ หรือประมาณ 21 ตารางกิโลเมตร โดยมิชอบ ด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย เนื่องจากก่อนปี 2480 ชาวบ้านได้เข้ามาจับจองครอบครองทำประโยชน์ และอยู่อาศัยบริเวณเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทำสวนมะพร้าว ที่บริเวณแม่หาด และบริเวณหาดทรายรี บริเวณโฉลกบ้านเก่า 

        ต่อมาในปี 2485 กรมราชทัณฑ์ได้ก่อสร้างเรือนจำ ซึ่งเป็นเรือนจำปิด มีรั้วรอบขอบชิด ประมาณ 25 ไร่ และในปี 2486 ได้ย้ายนักโทษการเมือง กบฏบวรเดช จำนวน 54 คน จากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล มาอยู่ที่เกาะเต่า จนถึงปี 2487 ได้มีการอภัยโทษ และปล่อยตัวไป เรือนจำดังกล่าวจึงถูกทิ้งร้าง จากนั้น ในปี 2490 กระทรวงการคลังได้ประมูลขายสิ่งปลูกสร้างเรือนจำ ในส่วนของชาวบ้านก็ยังคงครอบครองทำประโยชน์บนพื้นที่เกาะเต่าทั่วบริเวณเกาะ 

286140

ต่อมา ในปี 2497 ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มบังคับใช้ และให้ชาวบ้านที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไปขึ้นทะเบียนสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ภายใน 180 วัน แต่ไม่สามารถแจ้งสิทธิการครอบครองได้ เพราะนายครรชิต พัฒนศรี สรรพากรอำเภอเกาะสมุย ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง ได้แจ้งการครอบครองที่ดินบริเวณเกาะเต่าตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2498 ทั้งเกาะ เนื้อที่ 15,000 ไร่ ซึ่งที่จริงแล้วกรมราชทัณฑ์มีสิทธิครอบครอง เพียง 25 ไร่ เท่านั้น จึงทำให้ชาวบ้านไม่สามารถแจ้งสิทธิครอบครองที่ดินได้จนถึงปัจจุบัน เพราะกรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณเกาะเต่าทั้งเกาะเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  

 เกินกว่า  อันเป็นการ  ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนโดยความผิดพลาดคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย  แต่ชาวบ้านยังคงครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เป็นเหตุให้ชาวบ้านบนเกาะเต่าได้รับความเดือดร้อน จากการขึ้นทะเบียนของกรมธนารักษ์ จนทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นมายาวนาน จนถึงปัจจุบันยังหาข้อยุติไม่ได้ 

286160

จากข้อพิพาทดังกล่าว ชาวเกาะเต่าจึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหลายครั้ง // ในปี2529 ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอออกเอกสารสิทธิ หรือ น.ส.3 ของที่ดินเกาะเต่า และเกาะห่างเต่า // ปี 2546 ได้ร้องเรียนผ่านสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน โดยมีข้อสรุปว่า ที่ราชพัสดุแปลงเกาะเต่านั้นมีเพียงพื้นที่เป็นเรือนจำโดยสภาพเท่านั้น ซึ่งขณะนั้นประมาณการว่ามีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่เศษ นอกเหนือจากนั้นกรมธนารักษ์ควรคืนให้แก่ชาวบ้าน 

        ในปี 2561 ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อแม่ทัพภาค 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินเกาะเต่า เพื่อหาข้อเท็จจริงที่ดินราชพัสดุแปลงดังกล่าว โดยมี พลตรีเกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 เป็นประธานคณะทำงาน 

       ในปี2562 ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน และขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม และใบอนุญาตเกี่ยวกับอาคาร // ปี2565 ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานเทศบาลตำบลเกาะเต่าให้ติดตามเรื่องดังกล่าว จึงได้มีการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ความตรงกันว่า เกาะเต่าไม่เป็นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมาย / การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุเกาะเต่าไม่ถูกต้อง / การแจ้งสิทธิการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) ของนายครรชิต พัฒนศรี สรรพากรอำเภอเกาะสมุย ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง เป็นการแจ้งสิทธิการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกรมราชทัณฑ์ได้แจ้งการครอบครองเกินจริงไป 14,975 ไร่ 

        การแจ้งการครอบครองที่ดินแปลงเกาะเต่า ของกระทรวงการคลัง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ต่อกระทรวงการคลัง และถือเป็นการกระทำที่ปิดกั้นโอกาสการใช้สิทธิ์ของชาวบ้าน / กรมราชทัณฑ์ ไม่ได้ใช้ประโยชน์เกาะเต่าทั้งเกาะเป็นที่กักขังนักโทษ ใช้เฉพาะพื้นที่เรือนจำบริเวณแม่หาด / ชาวบ้านมีการถือครอง และใช้ทำประโยชน์ที่ดินเกาะเต่ามาโดยตลอด โดยพิจารณาจากผลการตรวจพิสูจน์อายุพืชผลทางการเกษตร เช่น ต้นมะพร้าวบนเกาะเต่า ที่มีอายุการปลูกตั้งแต่ปี 2477-2495 ก่อนที่กรมราชทัณฑ์จะปลูกสร้างเรือนจำในปี 2485-2487 และสอบปากคำชาวบ้านผู้สูงอายุ พร้อมทายาท จำนวน 47 ราย 

         จากการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานดังกล่าว ฟังได้ว่า กรมราชทัณฑ์ ใช้พื้นที่เพียง 25 ไร่ เท่านั้น การที่กรมราชทัณฑ์ส่งมอบพื้นที่ให้แก่กรมธนารักษ์ต่อมา ควรส่งเพียง 25 ไร่ ไม่ใช่ 14,975 ไร่ ที่ชาวเกาะเต่าครอบครองอยู่ การที่กรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ และแจ้งแบบการครอบครอง(ส.ค.1) ทั้งเกาะ หรือจำนวน 15,000 ไร่  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย หน่วยงานดังกล่าวจึงแจ้งให้กรมธนารักษ์เพิกถอนส่วนที่ขึ้ทะเบียนที่ราชพัสดุ และแบบการครอบครอง(ส.ค.1) ทั้งเกาะ แต่กรมธนารักษ์กลับเพิกเฉย จนมีข้อพิพาทตลอดมาถึงปัจจุบัน 

        ทั้งนี้ ชาวเกาะเต่าจึงได้ฟ้องกรมธนารักษ์ เป็นคดีศาลปกครองนครศรีธรรมราช จำนวน 2 คดี เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุและแบบการครอบครองทั้งเกาะ โดยเป็นของกรมธนารักษ์เพียง 25 ไร่เศษ เพื่อชาวบ้านจะได้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินที่ตนเองครอบครอง แต่เนื่องจากกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา59 ทวิ ได้บัญญัติให้ผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ ที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ของที่ดิน และไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 สามารถออกโฉนดที่ดินได้โดยสภาผู้แทนราษฎร 

      แต่ปรากฏว่า รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ข้อ 14 (3) “ที่ดินจะออกโฉนดที่ดินต้องเป็นที่ดินที่ผู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครอง และทำประโยชน์แล้ว และเป็นที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมาย แต่ห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่เกาะ แต่ไม่รวมถึงที่ดินของผู้ที่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว”

       ซึ่งการออกกฎกระทรวง ฉบับดังกล่าว เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนบนเกาะมิให้ขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ จึงเป็นการปิดโอกาสที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของชาวบ้าน มิให้ได้มีโอกาสพิสูจน์สิทธิตามกฎหมายเหมือนเช่นผู้ครอบครองที่ดินทั่วไปที่มิใช่ที่เกาะ อีกทั้งเป็นการขัดต่อกฎหมายที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ รวมถึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของชาวบ้านตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 26 ,27 และตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดอีกด้วย 

      ดังนั้น จึงได้มายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ใช้อำนาจตามกฎหมาย เสนอเรื่องไปยังศาลปกครองกลาง เพื่อให้ยื่นเสนอข้อกฎหมายดังกล่าวว่าขัดแย้งในการบังคับใช้ที่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของชาวบ้าน และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ซึ่งเดิมรัฐยังให้การรับรองสิทธิของผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน โดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน แต่ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ภายหลังมีการตรากฎกระทรวง จึงเป็นกรณีที่กฎหมายดังกล่าวขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” หรือได้สิทธิครอบครองก่อน พ.ศ.2497 แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวก็ตาม เพื่อให้ชาวบ้านเกาะเต่ามีสิทธิออกโฉนดที่ดิน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม เพื่อให้ชาวเกาะเต่าได้รับความเป็นธรรม และเยียวยาความเดือดร้อนที่ชาวบ้านเกาะเต่าได้รับมาอย่างยาวนาน 

 

 

Loading...
artwork-ads-ทุกความเสี่ยงภัย-2022---Banner800x450px


 พื้นที่โฆษณา

536787172603985922r5yr1268469613023

iTopPlus412899417381

494761908475002965194188979767

สนใจลงโฆษณา
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 
092-153-8888

[[POS2]]
สนใจลงโฆษณา
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 
092-153-8888