รวบ "นักแก้กรรม" คาบ้านพักลำพูน ส่องพฤติการณ์ส่ออนาจาร-ฉ้อโกงเหยื่อ
กองปราบปรามเปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากนักแก้กรรม นิมิตพิสดาร” บุกรวบตัวผู้ต้องหาคาบ้านพักจังหวัดลำพูน แฉพฤติการณ์ส่อล่อลวงผู้เสียหายเข้าห้องทำพิธีสองต่อสองอ้างตำราแก้กรรมรักษาโรค ก่อนลงมือกระทำชำเราและทำอนาจารเยาวชน ตรวจค้นพบหลักฐานเด็ด "หนังสือทำเนียบรุ่น" คาดใช้สุ่มชื่อสวมรอยหลอกเป็นเจ้ากรรมนายเวร เบื้องต้นเจ้าตัวยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เตรียมคุมตัวส่งฝากขังศาลอาญารัชดาพรุ่งนี้
(20 พฤษภาคม 2569) – ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม, พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รองผู้บังคับการปราบปราม และ พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผู้กำกับการ 4 บก.ป. ได้ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงผลปฏิบัติการ “ปิดฉากนักแก้กรรม นิมิตพิสดาร” ภายหลังนำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าทำการจับกุม นายไพศาล (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา โดยสามารถสกัดจับกุมตัวได้ที่บ้านพักเลขที่ 119 หมู่ 2 ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายเดินทางเข้าแจ้งความร้องเรียนกับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 บังคับการปราบปราม แล้วจำนวน 2 ราย โดยผู้เสียหายรายแรกระบุว่า ตนเองมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและรักษาทางการแพทย์ไม่หาย ต่อมาพบเห็นสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ต้องหาที่อ้างว่าสามารถทำพิธีรักษาด้วยการแก้กรรมได้ จึงเดินทางไปพบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่กลับถูกล่อลวงเข้าไปในห้องพิธีกรรมแบบสองต่อสองและถูกกระทำชำเรา โดยผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้กรรมตามความเชื่อ
ส่วนผู้เสียหายรายที่ 2 ซึ่งเป็นเยาวชน ได้เข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของมารดาได้ แต่ออกอุบายให้บิดามารดาเดินทางไปรอที่อื่น จากนั้นได้ล่อลวงผู้เสียหายเข้าไปในห้องพิธีอ้างว่ามีกรรมหนักต้องทำพิธีแก้วิบากกรรมสองต่อสอง ก่อนจะลงมือทำอนาจารและพูดจาในลักษณะลามกอนาจาร นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายอื่น ๆ ทยอยเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกันอีกหลายราย

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบข้อบ่งชี้ว่า ผู้ต้องหามักอ้างว่าตนเองมีนิมิตพิเศษ รู้เห็นอดีตชาติและเจ้ากรรมนายเวร โดยจะสั่งให้ผู้เดือดร้อนไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ แล้วส่งภาพกลับมายืนยัน ก่อนจะเขียนชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ของบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในปัจจุบัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจนเหยื่อหลงเชื่อยอมมอบเงินและทรัพย์สินให้

ทางด้าน พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ระบุว่า จากการนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุดในพื้นที่จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญเป็นหนังสือทำเนียบรุ่นของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำนวน 13 รายการ มีการทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ไว้ที่รายชื่อบุคคลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า รายชื่อ “เจ้ากรรมนายเวร” ที่ผู้ต้องหานำไปอ้างกับเหยื่อ ตรงกับรายชื่อในหนังสือรุ่นเหล่านี้ จึงเชื่อว่าผู้ต้องหาแอบอ้างข้อมูลจากหนังสือรุ่นมาแต่งเรื่องราวอดีตชาติเพื่อหลอกลวงประชาชนมาตั้งแต่ปี 2566 โดยผลการตรวจค้นสามารถยึดของกลางรวมกว่า 85 รายการ ประกอบด้วยหนังสือประวัติ เอกสารรายชื่อผู้ป่วย รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 7 รายการ ซึ่งภายในหน่วยความจำพบภาพถ่ายในลักษณะอนาจาร และข้อความแชตสอบถามพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้” และข้อหา “พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร” โดยในชั้นจับกุมผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งฝากขังต่อศาลอาญารัชดาในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
