ผกก.หนองแค เผยความคืบหน้ากรณีชายฉกรรจ์ 3 คนใช้ปืนจ่อหัวตรวจค้นฉกเงิน 3 พันบาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีที่นายวีรชาติ พัฒเกตุ หรือแป๊ะ อายุ 33 ปีร้องผู้สื่อข่าวว่าตนเองมีเรื่องอยากร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่าตนเอง ถูกชายฉกรรจ์ 3 คนบุกเข้ามาใช้ปืนจ่อหัว และขอตรวจค้นภายในรถ เพื่อหาสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไม่พบ หลังจากตรวจค้นเสร็จเงินในกระเป๋ากางเกงได้หายไป 3,000 บาท จากนั้นตนเองได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.หนองแค เรื่องผ่านมาจน 2 เดือนกว่าแต่คดีไม่คืบหน้า จึงอยากร้องร้องสื่อให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ด้วย

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ แสนวงศ์สิริ ผกก.สภ.หนองแค จ.สระบุรี ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้น ตนเองได้รับแจ้งเบื้องจากพนักงานสอบสวน ต้นตั้งแต่กลางเดือน ธันวาคม และได้สั่งให้ทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งมีการให้การขัดแย้ง ระหว่างตำรวจ และผู้ที่ถูกตรวจค้น และบางส่วนก็เหมือนกัน ซึ่งพยานก็ให้การไม่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนเรื่องเงินที่ผู้เสียหายแจ้งว่าเงินหายไป 3,500 บาทนั้น ทางผู้เสียหาย อาจจะไม่ได้หายไปจริง หรือตำรวจไม่ได้เอาไป ซึ่งอาจจะใช้จ่ายไปเองแล้วหลงลืม ซึ่งข้อนี้ไม่ติดใจ แต่มาติดใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีการชักปืนขึ้นข่มขู่ ซึ่งข้อนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ ในเบื้องต้นชายทั้ง 3 คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแค จริง 2 นาย ส่วนอีกคนเป็นอาสาตำรวจ ซึ่งขึ้นบันชีไว้ว่าเป็นคนช่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเขียนคำชี้แจงมา ส่วนมีผู้เกี่ยวข้องตนเองก็จะโยกออกมาเพื่อที่จะทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ซึ่งถ้าพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะต้องมีการลงโทษ

ส่วนเรื่องที่คดีมีความล่าช้านั้นตนเองยอมรับว่ามีความล่าช้าจริงๆ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนเองรับทราบว่าเรื่องได้ส่งมายังรอง ผกก.เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งมีการสอบปากคำพยานอีกหลายปาก ซึ่งในเหตุการณ์มีที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 3 นาย มีผู้อยู่ในเหตุการณ์อีก 3 คน และชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์อีก 4-5 คน ก็จะเรียกมาสอบทั้งหมดเพื่อให้ได้ขบวนความที่แท้จริง ส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ตนเองจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งจะไม่มีการเข้าข้างใคร เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชน ซึ่งถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยการข่มขู่สมัยนี้มันไม่มีการกระทำแบบนี้อีกแล้ว ซึ่งถ้าตรวจสอบแล้วว่าเจ้าหน้ากระทำความผิด ก็จะต้องดูกำหนดบทลงโทษ ถ้าเข้าข่ายรังแกประชานอาจจะต้องผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งโทษอาจถึงไล่ออกได้เลย แต่ต้องดูว่าจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้เราฟังเพียงคำพูด แต่ในคลิปเห็นเฉพาะในการตรวจค้นแต่ไม่เห็นในตอนที่ผู้เสียหายมีการกล่าวอ้างว่ามีการชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่ ซึ่งต้องอาศัยพยานแวดล้อม ซึ่งเป็นพยานบุคคลอีก 7-8 ปากซึ่งเมื่อสอบแล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งก็คงจะไม่นานเนื่องจากตัวพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปให้รอง ผกก.ตรวจสอบแล้ว และในวันนี้ตนเองก็จะได้เรียกมาดูเพื่อที่จะได้เร่งรัดให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเดินตนเองคิดว่าเรื่องนี้เรียบร้อยไปแล้วก็เลยไม่ได้ติดตามผล
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
