ตามจับ6สมาชิก“แก๊งคอลเซ็นเตอร์”โทรหลอก“เมียหมอ”หลงเชื่อกดลิงก์โดนดูดเงิน1.5ล้านจนเกลี้ยงบัญชี!

“ตำรวจไซเบอร์” ตามจับ 6 สมาชิก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหลอก “เมียหมอ” หลงเชื่อกดลิงก์โดนดูดเงิน 1.5 ล้านจนเกลี้ยงบัญชี ภายใน 30 นาที
เมื่อวันที่ 19 พ.ย.66 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิพนธ์ บุญเกิด รรท.ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.ศาตรา สุขานุศาสตร์ ผกก.1 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกรินทร์ สนนาค สว.กก.1 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี เจ้าจับกุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 6 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกัน, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกัน, ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน”
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของนายแพทย์ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ จากแก๊งมิจฉาชีพแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย แจ้งกับผู้เสียหายว่าทางรัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน ที่ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก โดยจะมีการแจกเงินจำนวน 5,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน โดยสอบถามว่าจะสะดวกรับผ่านทางช่องทางใด ระหว่างไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยด้วยตัวเองหรือจะรับผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เสียหายได้เลือกรับผ่านแอปพลิเคชัน

โดยเริ่มต้นจากเพิ่มเพื่อนกับผู้ใช้ไลน์ชื่อ “Krungthai Bank” จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ จากนั้นมีการพูดคุย มีการสอบถาม ยืนยันชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ของผู้เสียหาย และมีการแนะนำให้ทำธุรกรรมผ่านทางลิงก์เว็บไซต์ โดยมีการสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือไปพร้อมกัน ซึ่งทางมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายเข้าใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าว ปรากฏหน้าเว็บเพจมีลักษณะคล้ายแอปพลิเคชันถุงเงิน จากนั้นให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูล ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด อีเมล สแกนใบหน้ายืนยันตัวตน และกดรับรหัส OTP เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จ มิจฉาชีพแจ้งว่าข้อมูลของผู้เสียหายไม่ผ่านจะต้องทำการเปลี่ยนธนาคารจากธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ และให้กรอกข้อมูลชื่อนามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด อีเมล สแกนใบหน้ายืนยันตัวตน และกดรับรหัส OTP อีกครั้ง
หลังการกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยมิจฉาชีพออกอุบายว่าข้อมูลของผู้เสียหายไม่ผ่านอีก จะต้องทำการเปลี่ยนธนาคารจากธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารกรุงเทพ และให้กรอกข้อมูลชื่อนามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด อีเมล สแกนใบหน้ายืนยันตัวตน และกดรับรหัส OTP อีกเป็นครั้งที่สาม โดยมิจฉาชีพแจ้งว่าข้อมูลของผู้เสียหายไม่ผ่านอีก แต่ครั้งนี้ผู้เสียหายเริ่มเอะใจรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงบอกว่าไม่ขอรับเงินจำนวน 5,000 บาทแล้ว

ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายมีอาการค้าง ใช้งานไม่ได้ และไม่ปรากฏการแจ้งเตือนใดๆ ทางผู้เสียหายจึงรีบกดวางสายและเข้าตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ พบว่ามีการออกจากระบบและมีข้อความจากธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ว่ามีการยืนยันตัวตนเข้าสู่ระบบผ่านอุปกรณ์เครื่องอื่น และมีเงินถูกโอนออกจากบัญชีของผู้เสียหาย โดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมการโอนเงินเป็นจำนวน 4 ครั้ง ภายในเวลา 30 นาที จนหมดเกลี้ยงบัญชี รวมเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านบาท ก่อนแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ ให้ดำเนินคดีกับคนร้าย
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.2 ได้แกะรอยเส้นทางการเงิน พบความเชื่อมโยงและผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ทั้งหมด 15 คน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับไปแล้ว 12 คน อยู่ระหว่างขออนุมัติหมายจับเพิ่มอีก 3 คน ติดตามจับกุมได้แล้ว 6 คน โดยมีชาวจีนที่เตรียมออกหมายจับเป็นตัวการสำคัญระดับสั่งการและผู้ต้องหาชาวกัมพูชา ทำหน้าที่คอยกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็ม ที่ออกหมายจับไปแล้วอยู่ระหว่างติดตามตัว

จากการสอบสวนกลุ่มผู้ต้องให้การรับสารภาพว่า ได้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร เมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนนำมาขายให้กับผู้รับซื้อในราคาบัญชีละ 300-1,000 บาท โดยไม่รู้ว่าผู้รับซื้อจะนำไปใช้ในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 ดำเนินคดีต่อไป.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
