ช็อกต่างด้าวเกือบ 100 คนโผล่ทะเบียนบ้าน พี่สาวแฉยับ ตร.-เขตเอี่ยว-น้องสาวรับทำเพราะช็อตเงิน!
z-z136306267960.webp)
พี่สาวช็อกตาตั้งหลังพา “น้องสาว” ไปทำทะเบียนบ้านพบชื่อต่างด้าวโผล่นับร้อย แฉยับมีขบวนการสับขาหลอก อ้างรับจ้างเอาคนเข้าบ้านแค่ 3 คนได้เงิน 4,500–5,000 บาท แต่กลับโดนสวมรอยปลอมลายเซ็นยัดชื่อต่างด้าวทะลักเพียบ ด้าน “ผึ้ง” เปิดปากยอมรับช็อตเงินเลยยอมเซ็นเอกสารให้ “ป้าน้อย” จี้ตำรวจและ ป.ป.ท. ลากคอผู้ร่วมขบวนการทั้งเขตและตำรวจนอกแถวมาดำเนินคดี


วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงคดีสะเทือนขวัญเครือข่ายทุจริตสวมสิทธิ์ทะเบียนราษฎร์และออกบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) กรณีการเข้าตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายแฟลตดินแดง โดยในส่วนของเรื่องราวเบื้องหลังสุดช็อกนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นางสาวอ้อ (พี่สาวของผู้ต้องหาและผู้ร้องเรียน) ซึ่งออกมาแฉพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าว หลังจากตนพาน้องสาวไปติดต่อที่สำนักงานเขตแล้วพบความผิดปกติ มีรายชื่อคนต่างด้าวโผล่เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของครอบครัวเป็นจำนวนเกือบ 100 รายชื่อ โดยเชื่อมั่นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางรายรู้เห็นเป็นใจร่วมขบวนการด้วย

นางสาวอ้อ เล่าจุดเริ่มต้นว่า ตนพาน้องสาวไปติดต่อที่สำนักงานเขต แล้วเจ้าหน้าที่ทักท้วงถามว่าที่บ้านทำบริษัทอะไร ทำไมมีคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านมากมาย ตนจึงหันไปสอบถาม “นางสาวผึ้ง” (น้องสาวคนละแม่ที่ตนยกบ้านการเคหะให้ดูแลต่อจากพ่อ) จนได้ความว่ามีหญิงชื่อ “น้อย” (หรือป้าน้อย) ซึ่งพักอาศัยอยู่ชั้น 5 ในแฟลตเดียวกัน ได้มาว่าจ้างให้นำคนเข้าทะเบียนบ้านจำนวน 3 คน คือ พ่อ แม่ และลูก เพื่อให้เด็กสามารถเข้าเรียนในประเทศไทยได้ โดยจ่ายเงินให้ 5,000 บาท ซึ่งน้องสาวตนยืนยันว่ารับปากให้เอาคนเข้าแค่ 3 คนเท่านั้น แต่เมื่อตรวจสอบจริงกลับพบว่ามีชื่อคนต่างด้าวทะลักเข้ามานับร้อยรายชื่อ
เมื่อพบความพิรุธ ตนจึงพยายามไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงพัก แต่กลับได้รับคำตอบแปลก ๆ ว่า “รับเงินมาแล้วจะไปแจ้งจับทำไม” ก่อนจะมีสารวัตรอีกนายแนะนำให้ไปติดต่อสำนักงานเขต เมื่อตนเดินทางไปพบผู้อำนวยการเขตและเจ้าหน้าที่เขต ก็ได้รับคำตอบปัดว่าหากเข้าทะเบียนบ้านครั้งหนึ่งแล้วจะทำต่อเรื่อย ๆ ก็ได้ ยิ่งทำให้ตนสงสัยว่าเป็นการฮั้วกันหรือไม่ ตนจึงตัดสินใจหอบหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ท. จนนำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นและจับกุมในที่สุด ทั้งนี้ ด้วยความโกรธจัดและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ตนเคยถึงขั้นเดินทางไปตบหน้านางสาวผึ้งมาแล้วที่หน้าโรงพัก เพราะรับไม่ได้ที่เอาอนาคตและบ้านของครอบครัวไปแลกกับเงินเพียง 5,000 บาท
นอกจากนี้ นางสาวอ้อ ยังเผยอีกว่า หลังจากตนไปแจ้งความ บุคคลชื่อ “น้อย” ทราบเรื่องอย่างรวดเร็วและมานั่งรอที่หัวแฟลตเพื่อข่มขู่ทำนองว่าโรงพักและสำนักงานเขตโทรศัพท์มาฟ้องหมดแล้ว สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหนุนหลังหรือรู้เห็นเป็นใจอย่างแน่นอน

ทางด้าน นางสาวผึ้ง (ผู้ต้องหา/น้องสาว) ได้เปิดใจยอมรับกับสื่อมวลชนหลังถูกจับกุมว่า ตนตกเป็นเหยื่อและไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการนำคนต่างด้าวเข้ามาในทะเบียนบ้านมากมายขนาดนี้ โดยในตอนแรก “ป้าน้อย” อ้างว่าจะขอใช้เอกสารเพื่อนำเรื่องไปจัดการเกี่ยวกับตัวลูกของตนที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยมี นางสาวเฉลิมศรี (พี่สาวอีกคนซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานเขต) เป็นตัวกลางนำเอกสารไปให้ป้าน้อย ตนได้รับเงินจากป้าน้อยมาจริงจำนวน 4,500 บาท เพื่อแลกกับการเซ็นเอกสารมอบอำนาจและสำเนาทะเบียนบ้าน เนื่องจากขณะนั้นตนมีปัญหาเรื่องเงินฝืดเคืองและช็อตมาก จึงยอมรับเงินมาโดยไม่ได้คิดเฉลียวใจว่าจะถูกนำไปใช้ทำอะไรผิดกฎหมาย
นางสาวผึ้ง ยืนยันหนักแน่นว่า เอกสารและลายเซ็นส่วนใหญ่ที่ปรากฏในระบบทะเบียนราษฎร์ที่มีชื่อต่างด้าวทะลักเข้ามามากกว่า 60–100 คนนั้น เป็นการ “ปลอมแปลงลายเซ็น” ของตนขึ้นมาทั้งสิ้น ตนไม่ได้เป็นผู้เซ็นยินยอม และไม่เคยรู้เห็นเรื่องการนำชื่อคนต่างด้าวเข้าบ้านแม้แต่น้อย พร้อมยอมรับว่าเป็นความสะเพร่าของตนที่ไม่ยอมตรวจสอบให้ดีก่อน แต่ก็พร้อมที่จะให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามความจริงทุกประการ เพื่อเอาผิดกับกลุ่มตัวการใหญ่และเครือข่ายนายหน้าที่เข้ามาหากินกับความเดือดร้อนของครอบครัวตน
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
