ชาวม้งเหิมเ!ฮือปิดถนนล้อม“ชัยวัฒน์”ไม่ให้นำเจ้าหน้าที่ขึ้นรื้อ2รีสอร์ทดังภูทับเบิกรุกที่อุทยานฯเขาค้อ!

ชาวม้งเหิม! ลุกฮือนำรถกระบะ-รถไถปิดถนนไม่ให้ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” นำเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ขึ้นรื้อถอน 2 รีสอร์ทดังบนภูทับเบิก เพชรบูรณ์ ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาค้อ ปรับแผนเจรจาตลอดวันยังไร้ผล
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารอุทยานแห่งชาติกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน ร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาค้อ และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่11 (พิษณุโลก) ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังกันที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯภูทับเบิก เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรีสอร์ทที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของอุทยานฯ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 1 ไร่ โดยจุดดังกล่าวนี้เคยเป็นคดีความเมื่อปี 2560 โดยศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 เดือน และได้รอลงอาญาไว้ แต่จำเลยกลับมาบุกรุกซ้ำอีก ซึ่งคดีถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แจ้งให้รื้อถอนแล้ว แต่ก็กลับไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว
โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงบริเวณปากทางขึ้นรีสอร์ท หมู่ 8 บ้านน้ำเพียงดิน ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า พบว่ามีชาวบ้านซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งราว 40 คน ได้นำรถกระบะและรถไถ มาทำการปิดกั้นถนนทางขึ้นรีสอร์ทไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปรื้อถอน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามขอขึ้นไปชี้แนวเขตอุทยานฯ แต่ทางชาวบ้านก็ไม่ยอมอ้างว่า เกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง พร้อมกับขอหมายจากศาลในการรื้อถอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า จุดดังกล่าวคดีสิ้นสุดและศาลมีคำพิพากษาแล้ว
นายชัยวัฒน์ ได้เข้าเจรจาพูดคุย พร้อมนำคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2560 ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อ่านให้กลุ่มชาวบ้านฟัง ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าว ได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว และได้มีการรื้อถอนไปเรียบร้อยแล้วแต่ชาวบ้านไม่ยอม ต้องใช้ความพยายามในการเจรจาแบบละมุนละม่อมเป็นระยะเวลาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ซึ่งกำลังเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานก็ได้มีการจัดแบ่งกำลังออกเป็นสองชุด โดยชุดแรกอยู่ด้านหน้าส่วนชุดที่สองอ้อมขึ้นไปทางด้านหลัง ในขณะที่ชาวบ้าน ก็แบ่งกำลังไปต่อต้านทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดียวกัน ทำให้สถานการณ์ดูตรึงเครียด แต่ก็ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆเกิดขึ้น

นายปิยวัฒน์ แซ่เถา กล่าวว่า แปลงที่ถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2560 นั้น เป็นของรายอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่ของตนเลย ส่วนแปลงที่ถูกจับเมื่อปีที่แล้วนั้นเป็นแปลงของตนได้ให้แฟนเป็นคนทำ ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ในชั้นอัยการยังไม่ได้ส่งฟ้องศาล ตนได้ร้องขอไปทางอุทยานฯว่า ถ้ายังไงก็รอให้ศาลเขาตัดสินก่อนว่าผิดหรือไม่ ถ้าศาลยืนยันว่าบุกรุกเขตอุทยาน ตนก็จะถอยออกมาและรื้อออกให้ เพราะตั้งแต่อุทยานฯประกาศเมื่อปี 2555 ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยมีหนังสือมาแจ้ง หรือมีเจ้าหน้าที่มาแจ้งเลยว่าที่ดินของตนอยู่ในเขตอุทยาน เพราะฉะนั้นตนจึงไม่ยอมรับว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นเขตอุทยาน ตนก็ทำกินทำการเกษตรเรื่อยมา แต่ก็จะมีการพักเป็นบางปี พักปีสองปี แล้วก็มาถางและก็มาทำใหม่ กระทั่งปี 2562 ก็ได้มาเปลี่ยนอาชีพจากการเกษตร มาทำเป็นที่พักโฮมสเตย์ ให้ลูกค้าได้เข้าพักเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว จนกระทั่งปัจจุบัน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้ถอนกำลังกลับที่ตั้งไป โดยสามารถทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้บางส่วนและคาดว่าน่าจะมีการหารือในแนวทาง เพื่อดำเนินการเข้ารื้อถอนอีกครั้ง.
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
