ชาวบ้านร้องโฮเจอ"ดอกเบี้ยทิพย์"สถาบันการเงินชุมชนพิจิตรล่มหลอกฝากเงินปันผลสูงเสียหาย 55 ล้าน

รองผู้ว่าฯ กิติพล เวชกุล นำทีมศูนย์ดำรงธรรมเร่งตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนด่วน ณ อบต.หนองหลุม หลังสถาบันจัดการเงินกองทุนชุมชนบ้านห้วยห้าง อำเภอวชิรบารมี เกิดการล่มสลาย เบี้ยวเงินฝากสมาชิกกว่า 1,430 ราย แฉเล่ห์เหลี่ยมเด็ดใช้กลยุทธ์ "ดอกเบี้ยทิพย์" โฆษณาชวนเชื่อแจกปันผลสูงลิ่ว 5-6% ล่อใจชาวบ้านทุ่มเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตฝากล้นมือ เสียหายยับทะลุ 55 ล้านบาท ตะลึงซ้ำตรวจสอบระบบไอทีบัญชีหลังบ้าน พบเหลือเงินสดติดกระเป๋าคลังแค่หกหมื่นกว่าบาทเท่านั้น!
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหลุม อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดพิจิตร และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร ได้ร่วมกันลงพื้นที่เปิดศูนย์บริการระบบสารสนเทศ (One Stop Service) ตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องทุกข์และแจ้งความจากประชาชนเป็นการเร่งด่วน
สืบเนื่องจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมทางการเงินระดับท้องถิ่น เมื่อ "สถาบันจัดการเงินกองทุนชุมชนบ้านห้วยห้าง" เกิดสภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และไม่สามารถจัดสรรเงินสดหมุนเวียนจ่ายคืนให้แก่สมาชิกที่มีรายชื่อในระบบกว่า 1,430 รายได้ จนทำให้เกิดความระส่ำระสายทั่วทั้งอำเภอ

แฉกลยุทธ์ "ดอกเบี้ยทิพย์" 5-6% ล่อใจ ทุบสถิติฝากรายเดียวพุ่ง 5 ล้าน
จากการสอบถาม นายสมหมาย ตรีอินทอง ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านผู้เสียหาย เปิดเผยพฤติการณ์เชิงจิตวิทยาของสถาบันการเงินชุมชนแห่งนี้ว่า ทางคณะกรรมการได้ใช้กลยุทธ์สร้างแรงจูงใจด้วยการเสนอผลตอบแทนในสัดส่วนที่สูงเกินจริง โดยประกาศให้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลสูงถึง ร้อยละ 5–6 ต่อปี จนกระทั่งข่าวสารดังกล่าวแพร่สะพัดขยายวงกว้างออกไปในระบบไอทีชุมชนและจังหวัดข้างเคียง ส่งผลให้ชาวบ้านหลงเชื่อ นำเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต เงินที่ได้จากการตรากตรำทำงานทำนา รวมถึงเงินเก็บก้อนใหญ่ยามเกษียณอายุราชการมาฝากสะสมไว้ โดยบางรายมีความเชื่อใจอย่างมากจนมียอดเงินฝากสะสมสูงถึง 5,000,000 บาท (5 ล้านบาท)

นายสมหมาย กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาในการประชุมใหญ่ประจำปี รวมถึงระบบการลงรายการในสมุดบัญชีเงินฝากของสมาชิก จะมีการพิมพ์อัปเดตยอดเงินต้นและตัวเลขดอกเบี้ยสะสมโชว์ไว้อย่างสวยงามและชัดเจน ทำให้ทุกคนตายใจและเชื่อมั่นในระบบโลจิสติกส์การเงินของกองทุน ทว่าเมื่อความแตกช่วงที่ชาวบ้านมีความจำเป็นต้องใช้เงินและเดินทางไปขอยื่นเรื่องถอนเงินสดออกมา กลับพบความจริงอันโหดร้ายว่า ตัวเลขทั้งหมดที่โชว์ในสมุดเป็นเพียง "ตัวเลขทิพย์ หรือ ดอกเบี้ยทิพย์" ที่ถูกเมคขึ้นมาในระบบ เนื่องจากทางสถาบันฯ ปฏิเสธการจ่ายเงิน และไม่มีเงินสดเหลือในคลังจ่ายให้ชาวบ้านเลยแม้แต่บาทเดียว ส่งผลให้ผู้สูงอายุและชาวบ้านหลายรายถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว

เปิดยอดความเสียหายสะพัด 55 ล้าน ตรวจสอบบัญชีแทบล้มทั้งยืน เหลือแค่ 6 หมื่น
ด้าน นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยผลการคัดกรองระบบข้อมูลผู้เสียหายเบื้องต้น (Traceability) พบว่า ขณะนี้มีชาวบ้านเดินทางมาลงทะเบียนยื่นหลักฐานร้องเรียนแล้วจำนวน 331 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมเป็นเงินกว่า 55,000,000 บาท (55 ล้านบาท) และคาดการณ์ว่ายอดความเสียหายและจำนวนผู้เดือดร้อนจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่าตัว เนื่องจากทางจังหวัดได้มีคำสั่งให้เปิดโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนยาวไปจนถึงวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อรองรับสมาชิกที่เหลืออีกนับพันราย
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและเทคโนโลยีเข้าทำการเจาะระบบตรวจสอบสถานะทางการเงินและสแกนสมุดบัญชีเงินฝากส่วนกลางของสถาบันการเงินชุมชนบ้านห้วยห้างแห่งนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าตกใจและหดหู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะพบว่ามีเงินสดคงเหลือติดบัญชีธนาคารอยู่เพียงแค่หกหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับยอดเงินฝากของประชาชนจำนวน 55 ล้านบาทอย่างสิ้นเชิง

เบื้องต้น ทางจังหวัดพิจิตรได้ทำการจัดตั้งคณะทำงานส่วนหน้าและชุดสอบสวนเฉพาะกิจเข้ามาควบคุมดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน สมุดบัญชี และเอกสารธุรกรรมทั้งหมด นำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะแบ่งกลุ่มผู้เสียหายออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มที่ต้องการเน้นกระบวนการไกล่เกลี่ยเยียวยาเพื่อนำเงินฝากกลับคืนมา และกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจนมีความประสงค์สั่งฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นสูงสุด ทั้งในคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย และคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน เพื่อลากคอผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมารับโทษทมิฬในคุกต่อไป
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
