ชาวบ้านระนอง ร้อง บก.ปปป. เอาผิดอธิบดีกรมอุทยานฯ ปมที่ดินเขาปากเตรียม
z-z1705704210041.webp)
ชาวบ้านระนองบุก บก.ปปป.! ยื่นฟ้องเอาผิด "อธิบดีกรมอุทยานฯ–หัวหน้าอุทยานฯ แหลมสน" ปมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเลือกปฏิบัติ แฉโดนอุทยานฯ แจ้งความจับข้อหาบุกรุกป่าเขาปากเตรียม ทั้งที่เป็นผู้ร้องเรียนปัญหานายทุนรุกป่ามานานแต่ไร้การเหลียวแหล ยันประมูลซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. มาจากบังคับคดีถูกต้องตามกฎหมาย จี้ภาครัฐตรวจสอบกลุ่มทุนรายใหญ่และเร่งคืนความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กลุ่มตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ดินพิพาทบริเวณเขาปากเตรียม เขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง นำโดย นายสุรพงศ์ พรหมรักษ์, นายธีรวัฒน์ ไทยปรีชา และ นางสาวปรีดา ราชนิ ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประผิดในวงราชการ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ในประเด็นข้อสงสัยการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นธรรม

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำหลักฐานเข้ายื่นต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน (เขาปากเตรียม) กว่า 643 ไร่ โดยนายสุรพงศ์ เปิดเผยว่า การเข้าแจ้งความของอธิบดีกรมอุทยานฯ มีการเจาะจงดำเนินคดีเฉพาะผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ์จำนวน 3 แปลง ซึ่งรวมถึงพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ทั้งที่ตนเองเคยยื่นเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการบุกรุกป่าเขาปากเตรียมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 แต่กลับไม่มีความคืบหน้า กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้ร้องเรียนกลับตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง อีกทั้งในพื้นที่จริงไม่มีการปักป้ายหรือทำแนวเขตอุทยานฯ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2526 ให้ชัดเจน มีเพียงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนไม่ทราบแนวเขตที่แท้จริง

ด้าน นายธีรวัฒน์ หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตนเองได้ประมูลซื้อทรัพย์สินแปลงดังกล่าวมาจากขั้นตอนการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง เมื่อปี 2565 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้ทำหนังสือแจ้งขอรังวัดสอบเขตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเปิดเผย แต่สุดท้ายกลับถูกแจ้งความข้อหาบุกรุกป่า จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดหน่วยงานภาครัฐจึงเลือกดำเนินคดีเฉพาะแปลงที่มีชาวบ้านทำกินอยู่ ทั้งที่ในพื้นที่พิพาทมีแปลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20 แปลง และมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการปิดปากประชาชนที่ออกมาแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้
ขณะที่ นางสาวปรีดา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอีกราย ระบุว่า ปัจจุบันต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดอย่างหนัก เนื่องจากนอกจากจะถูกแจ้งความดำเนินคดีในที่ดินทำกินขนาดเล็กเพียง 5–10 ไร่แล้ว ยังพบเจอการข่มขู่ในพื้นที่ ยืนยันชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการอนุรักษ์ป่า แต่ต้องการให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มทุนรายใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรเปิดพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง กลุ่มชาวบ้านจึงเดินทางมาร้องเรียน บก.ปปป. เพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ การขายทอดตลาด และการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
