8เดือนไม่เผา! “เมีย-น้องสาวหนุ่มทำนา” โร่ร้องสายไหมสามีดับปริศนา

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ม.ค. ที่ สำนักงานสายไหมต้องรอด ซ.สายไหม 38 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ทัศนีย์ จิตรบวรอายุ 38 ปี (ภรรยาผู้เสียชีวิต) และ น.ส.นาถยา โสระสะ อายุ 34 ปี (น้องสาวผู้เสียชีวิต) ภรรยาและครอบครัวของนายชัชพิมุข แสนสุข อายุ 41 ปี อาชีพทำนาและขับรถขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด เดินทางเข้าร้องทุกข์กับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ขอให้ช่วยติดตามความคืบหน้าคดีกับ สภ.บางไทร หลังจากที่นายชัชพิมุข เสียชีวิตอย่างปริศนาตั้งแต่กลางดึกวันที่ 14 พ.ค.67 ค่อนช่วงเช้าวันที่ 15 พ.ค.67 เนื่องด้วยผลชันสูตรศพทั้งสองครั้งมีความย้อนแย้งกัน โดยที่แรกเป็นผลชันสูตรพลิกศพของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ส่วนแห่งที่สอง คือ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ นั้น จึงทำให้จนถึงตอนนี้ผ่านเวลามากกว่า 8 เดือน พนักงานสอบสวน สภ.บางไทร จ.อยุธยา ยังไม่มีการเรียกบุคคลใดมาแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี

นายเอกภพ เปิดเผยว่า ครอบครัวผู้ตายเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรม แจ้งว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค.67 พบศพผู้ตายกลางทุ่งนา ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และตามตัวพบร่องรอยบอบช้ำ บาดแผลต่าง ๆ รอยเขียวช้ำตามตัวหลายแห่ง ซึ่งหลังเกิดเหตุเสียชีวิต มีการส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันแห่งหนึ่ง โดยสถาบันแห่งแรก ระบุว่าผู้ตายเสียชีวิตจากโรคประจำตัว หรือป่วยตาย แต่ญาติติดใจไม่เชื่อว่าเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยเพราะสุขภาพร่างกายผู้ตายแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว จึงให้ตำรวจส่งศพไปชันสูตรอีกสถาบัน คือ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ปรากฏว่าผลชันสูตร ระบุว่าเสียชีวิตจากสมองได้รับการกระทบกระเทือน หรือสมองได้รับการบาดเจ็บ ครอบครัวจึงได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ว่าที่ระบุว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนนั้น เกิดจากอะไร เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ทำตัวเอง น่าจะถูกคนอื่นทำ ทำให้ญาติติดใจเรื่องนี้และได้นำใบชันสูตรพลิกศพทั้งสองฉบับไปให้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตและข้อเท็จจริงอีกครั้ง แต่เนื่องด้วยผ่านเวลามานาน ครอบครัวเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจไม่เผาศพ เอาร่างไปเก็บและจะเผาก็ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ตายเสียชีวิตอย่างไรกันแน่ ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะได้ประสานไปยัง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อขอให้สอบถามไปยัง สภ.บางไทร ว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง เพราะผลชันสูตรพลิกศพทั้งสองครั้งมันมีความแตกต่างกัน ญาติผู้ตายไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหนดี อีกทั้งญาติผู้ตายก็มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าอาจเป็นผู้ก่อเหตุกับทางผู้ตายจนเสียชีวิต ตนจะได้นำข้อมูลนี้ให้ทางตำรวจไปตรวจสอบดูถึงการติดใจสงสัย

ด้านน.ส.นาถยา (น้องสาวผู้เสียชีวิต) กล่าวว่า พี่ชายของตนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกวันที่ 14 พ.ค.67 ที่กลางทุ่งนาด้านหลัง ธกส.อำเภอบางไทร ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องด้วยในวันนั้น ช่วงประมาณ 00.20 น. พี่สะใภ้โทรศัพท์ร้องไห้มาบอกตนว่า มีคนเจอพี่ชายตนนอนคว่ำหน้าอยู่ในเลนโคลน และนำตัวมาส่งที่บ้านแต่ว่าพี่ชายไม่หายใจแล้ว ตนจึงบอกให้รีบนำพี่ชายส่งโรงพยาบาลเลย ซึ่งก็ได้เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่อยู่ด้านหลังบ้านมาช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล ด้วยความที่ตนยังไม่ทราบสาเหตุทั้งหมดจึงได้สอบถามว่าใครเป็นผู้นำตัวพี่ชายมาส่งที่บ้าน และได้ความเบื้องต้นว่านายบิ๊กและนายเบิร์ดเป็นผู้เจอพี่ชายตนนอนคว่ำอยู่ที่กลางทุ่งนา ทางแฟนหนุ่มของตนเลยเดินทางไปที่บ้านของนายเบิร์ดเพื่อไปสอบถาม
โดยแม่ของนายเบิร์ดก็ได้เล่าให้ฟังว่า ได้ยินเสียงปืนสองถึงสามนัด แล้วพวกนี้ก็เลยพากันลงไปไล่ดักดูว่าเป็นใคร แล้วก็ไปเจอพี่ชายของตนนอนอยู่ในนา ซึ่งตรงที่เขาบอกว่าเจอไม้วางอยู่หนึ่งอันนั้น แม่นายเบิร์ดเป็นคนบอกเองว่าไม้เป็นของนายบิ๊ก และยังมีรองเท้าบู๊ทคู่นึงเป็นของนายเบิร์ดที่ใส่ลงไป ตนจึงสงสัยและถามเรื่องราวว่าเป็นอย่างไร ทั้งบิ๊กและเบิร์ดจึงบอกว่าที่ลงไปเพราะเหมือนเจอว่าใครมาเขวี้ยงอะไรใส่บ้านจึงลงไปไล่ แล้วไปเจอพี่ของตนนอนชักอยู่ แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้ตี นอกจากนี้ นายเบิร์ดและนายบิ๊กยังได้บอกว่าทั้งคู่ได้ไปตามนายนัทและนายก็อตให้รีบเอาพี่ชายตนมาส่งที่บ้าน และก็ไปส่งถึงบ้านตอนเวลาประมาณ 00.10 น. ทั้งนี้ ในกล้องวงจรปิดแถวนั้นกลับปรากฏว่าเสียงปืนดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลา 22.45 น. ทำให้พวกเขาได้ยินก็รีบวิ่งไล่กันลงไป ตนจึงสงสัยว่ามันมีช่วงเวลาที่หายไปอยู่ อีกทั้งในตอนที่นายก็อตและนายนัทนำพี่ชายตนมาส่งให้กับพี่สะใภ้กลับพบว่าพี่ชายตนมีอาการปากเขียวไม่มีชีพจรหรือลมหายใจ แม้มีการปั๊มชีพจรแต่ก็ไม่ต่อเนื่อง เหมือนเลือดตกเลือดแข็งตัวแล้ว ทีนี้ก็สงสัยว่าไม่น่าเป็นการตายเองต้องมีใครเป็นคนทำ ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าใครเป็นคนทำ
น.ส.นาถยา กล่าวอีกว่า หากย้อนไปในวันที่ 14 พ.ค.67 หรือวันเกิดเหตุ ตนได้ข้อมูลว่าในช่วงเย็นวันดังกล่าว หลานของนายบิ๊กได้มีการเคลียร์ปัญหากันกับลูกของพี่ชายตน ซึ่งนายบิ๊กก็ได้ไปด้วย ซึ่งเป็นปัญหาระหว่างเด็ก แต่ไม่ทราบเรื่อง น่าจะเรื่องเตะฟุตบอลหรือการไม่ชอบหน้ากันหรือไม่ เขม่นกันหลายครั้งแล้ว ซึ่งพี่ชายตนได้ไปเคลียร์จริงที่สนามฟุตบอล แต่เป็นการไปกันหลายคน อีกทั้งก่อนหน้านี้ 1-2 วัน ทางพี่ชายตนก็ได้ไปเคลียร์กับครอบครัวพวกเขาแล้ว น่าจะนายบิ๊กว่าให้ไปเตือนหลานด้วยว่าอย่ามาทำลูกชายเขาเลย แล้วในวันที่ 14 พ.ค.67 ก็เหมือนมีปัญหากันอีก ก็มีการโทรศัพท์เคลียร์กันระหว่างพี่ชายตนและนายก็อต ระหว่างนั้นพี่ชายตนนั่งกินอยู่กับเพื่อน ๆ ที่ร้านค้าที่สนิท ซึ่งตอนแรกพี่ชายตนก็พูดดีกับปลายสาย ยังไม่ขอคุย ให้มาคุยวันพรุ่งนี้แทน และพอคุยสักพักเหมือนอารมณ์การคุยเปลี่ยน เป็นโมโห พี่ชายตนบอกปลายสายว่า ”งั้นก็มาเลย กูอยู่ตรงนี้“ แล้วจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป ปรากฏว่าช่วงเวลา 21.00 น. ทางพี่ชายตนได้โทรศัพท์มาหาลูก ถามว่าที่บ้าน ยายทำอะไรกินบ้าง เดี๋ยวกลับไปกินข้าว จากนั้นก็โทรไม่ติดอีกเลย เจออีกทีคือตอนเที่ยงคืนกว่า ๆ ที่มีคนนำร่างเขามาส่งที่บ้าน น.ส.นาถยา กล่าวด้วยว่า ในที่เกิดเหตุกลางทุ่งนานอกจากมีไม้ 1 อัน ยังมีรอยนอน รอยขอบกางเกงที่ปรากฏบนขี้เลน มีรอยนิ้วมือ รอยเท้าย่ำ รอยรองเท้าบู๊ต มีรอยวิ่งไล่กัน จนเหมือนวิ่งย่ำ ๆ ไปปลายเสื้อพี่ชายหล่นกองที่ขี้โคลนและผ้าขาวม้า กระทั่งรอยวิ่งไล่กันไปสิ้นสุดที่คันนา เพราะเป็นที่แห้ง จึงมั่นใจว่าไม่ใช่แค่พี่ชายตน ต้องมีหลายคนในที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ย้ำว่าผลชันสูตรพลิกศพทั้งสองครั้งมันแตกต่างกัน มันย่อมมีข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไรที่จะช่วยไขความกระจ่างและคืนความเป็นธรรมให้พี่ชายตนและครอบครัว
“นอกจากนี้ ทราบว่าพนักงานสอบสวน สภ.เมืองไทร ได้มีการเรียกสอบปากคำบุคคลต้องสงสัยที่เจอร่างพี่ชายตน และมีปัญหาก่อนพี่ชายตนเสียชีวิต แต่พวกเขาก็ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำ ไม่ได้ตีอะไร” น้องสาวผู้ตาย ระบุ.
ด้าน น.ส.ทัศนีย์ จิตรบวรอายุ 38 ปี (ภรรยาผู้เสียชีวิต) กล่าวว่า ตนอยากให้ช่วยหาคนร้ายตัวจริง เพราะแฟนเราไม่ได้ตายเองแน่นอน และตนยังต้องส่งลูกเรียนถึง 3 คน ตอนนี้ทำงานคนเดียว มันเหนื่อยมากจริง ๆ จึงอยากขอเก็บร่างไว้จนกว่าจะได้รับความยุติธรรม โดยในตอนที่นายก็อตและนายนัทนำร่างแฟนมาส่งที่บ้าน เขาอ้างกับตนว่า มีคนโทรบอกให้พวกตนไปพยุงร่างนายหมอ (ผู้ตาย) ที่กลางทุ่งนา เพราะเมาจมเลนอยู่ อ้างว่าเดี๋ยวอาบน้ำก็ดีขึ้น แต่ตนจำได้เลยว่าสภาพที่หามพยุงกันมา แขนแฟนห้อยรุ่งนิ่งไม่ทรงตัว พวกเขาหามมาก็อ้างว่าแฟนเราเมา อาบน้ำเดี๋ยวก็ดีขึ้น ก็เลยเอามาส่งบ้าน และพอเอาเข้าห้องนอน เปิดไฟจึงเห็นว่าร่างเขียวช้ำ และมีร่องรอยต่าง ๆ ตนตกใจและขอให้นายก็อตและนายนัทช่วยกันปฐมพยาบาล ปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่ทันแล้ว อีกทั้งนายก็อตก็ปั๊มหัวใจไม่ต่อเนื่องด้วย ปั๊ม ๆ หยุด ๆ ตนก็แปลกใจสงสัยในการกู้ชีพเบื้องต้น ทั้งนี้ ตนขอให้พนักงานสอบสวนช่วยคลี่คลายข้อเท็จจริงให้กระจ่างว่าเป็นการเสียชีวิตด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
