“ทักษิณ” ขึ้นเบิกความศาลด้วยตัวเอง! ฟ้องสรรพากรปมยึดอายัดหุ้นชินคอร์ปซ้ำซ้อน เปรียบคลังเหมือนพ่อ-สรรพากรเหมือนลูก ลั่นไร้กังวล!
z-z306663204336.webp)
“ทักษิณ” ขึ้นเบิกความศาลด้วยตัวเอง! ฟ้องสรรพากรยึดทรัพย์-อายัดหุ้นชินคอร์ปซ้ำซ้อน เปรียบเปรยกระทรวงการคลังเหมือนพ่อ กรมสรรพากรเหมือนลูก จ่ายเงินให้พ่อหมดแล้วแต่ลูกยังมาทวงซ้ำ
กรุงเทพมหานคร – วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาศาลและขึ้นเป็นพยานเบิกความด้วยตนเอง ในคดีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกรณียื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพจรชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ห่วงรถกันกระสุนพิเศษ 2 คันถูกยึดขายทอดตลาด หวั่นกระทบความปลอดภัยชีวิต
ในการเบิกความต่อศาล นายทักษิณระบุถึงทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดว่า มีรถยนต์รวม 5 คัน โดยในจำนวนนี้มีรถยนต์สั่งทำพิเศษถึง 2 คัน ที่ติดตั้งกระจกกันกระสุน เนื่องจากระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และแม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความเสี่ยงที่อาจมีผู้มาปองร้าย หากรถดังกล่าวถูกยึดและนำไปขายทอดตลาดจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และการสั่งทำใหม่ต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังตอบคำถามค้านของฝั่งจำเลยว่า ปัจจุบันรถยังอยู่กับตัวแต่หากปล่อยไว้จะถูกนำไปขายทอดตลาด ขณะที่การหาเงินมาวางเป็นหลักประกันเพื่อชะลอการจ่ายภาษีนั้น ตนเองไม่มีรายได้จากส่วนดังกล่าวมาวางค้ำประกันแล้ว
เปรียบเทียบ “คลังเหมือนพ่อ-สรรพากรเหมือนลูก” ชี้จ่ายหนี้ให้พ่อแล้วแต่ลูกยังมาทวงซ้ำ
นายทักษิณเบิกความสะท้อนมุมมองคดีความว่า การถูกดำเนินคดีครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร ทำให้ตนเองไม่มีโอกาสได้กลับมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ตนเองพร้อมยอมรับคำพิพากษา แต่การดำเนินการของกรมสรรพากรในปัจจุบันนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมได้ยกตัวอย่างเปรียบเปรยให้เห็นภาพว่า:
“เปรียบกระทรวงการคลังเหมือนพ่อ และกรมสรรพากรเหมือนลูก ตัวเองมีหนี้ซึ่งได้ชำระเงินทั้งหมดให้แก่คนเป็นพ่อไปเรียบร้อยแล้ว แต่พ่อไม่ได้พูดคุยกับลูก ทำให้ลูกยังคงมาทวงถามกับตนเองอีก”
พร้อมกันนี้ ยังระบุด้วยว่า มีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการฟ้องล้มละลาย เนื่องจากมีทรัพย์สินและเงินสดไม่เพียงพอให้อายัดเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ชำระภาษีดังกล่าว
ฝ่ายโจทก์และจำเลยนำพยานเข้าไต่สวน ทักษิณลั่นไร้ความกังวลใจ
สำหรับบรรยากาศการไต่สวนในคดีนี้ นอกจากตัวนายทักษิณแล้ว ทางฝั่งโจทก์ยังได้นำพยานอดีตข้าราชการในกรมสรรพากรมาเข้าเบิกความ ขณะที่ฝั่งจำเลยได้นำพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่นิติกรของกรมสรรพากร
ภายหลังการเบิกความเสร็จสิ้น นายทักษิณได้เดินทางกลับทันที โดยเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี อดีตนายกรัฐมนตรีระบุสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรต้องพูด” และเมื่อถูกถามย้ำถึงความกังวลใจเนื่องจากฝ่ายจำเลยมีพยานปากสำคัญเป็นนิติกรสรรพากร นายทักษิณตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่มีอะไร”
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
