อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา “วัส ติงสมิตร” เปิด 4 เหตุผลทางกฎหมาย ชี้ “ทักษิณ” ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม พรบ.สันติสุข 2569 ย้ำยึดหลักนิติรัฐ-เตือน กก.ระวังโดน ม.157
z-z465942314627.webp)
เปิด 4 เหตุผลทางกฎหมาย! ชี้ “ทักษิณ” ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม พรบ.สันติสุข 2569 อดีตผู้พิพากษาย้ำยึดหลักนิติรัฐ!“วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์แจงชัด 4 ข้อกฎหมายทำไม “ทักษิณ” ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม พ.ร.บ.สันติสุข เตือนคณะกรรมการระวังติดคุก ม.157 หากปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง ระบุว่า...
ยึดหลักนิติรัฐ ค้ำจุนความยุติธรรม: ทำไมความเห็นของกรรมการสันติสุข ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า มีกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่งได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า คำร้องขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีสำคัญของนายทักษิณ ชินวัตร ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 “ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรม”
บทความนี้ขอร่วมสนับสนุนความเห็นของกรรมการท่านดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และถูกต้องตามข้อกฎหมายทุกประการ ผ่าน 3 เงื่อนไขทางกฎหมาย โดยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ไม่ผ่านเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้แม้เพียงข้อเดียว ดังนี้
1. ติดด่านล็อกเด็ดขาด “มาตรา 3” (ห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต)
หัวใจสำคัญที่สุดของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 คือ มาตรา 3 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเด็ดขาด ห้ามไม่ให้นำมาตรการนิรโทษกรรมไปใช้กับความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
เมื่อพิจารณาคดีหลักทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ:
• คดีปล่อยกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152)
• คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 157)
• คดีแปลงสัมปทานดาวเทียมไทยคม (อม. 5/2551):ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152)
• คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท (คดี อม. 1/2553): ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
3 คดีแรก ล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับความทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แม้จะมีการอ้างอิงประกาศหรือคำสั่งตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 ก็ไม่อาจนำมา “ฟอกขาว” คดีทุจริตที่มีเนื้อแท้ (Substance) เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ได้ ส่วนคดีหลังสุด (คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท) ไม่ใช่คดีกระทำความผิดอาญาที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายนี้
2. ขัดเจตนารมณ์ “มาตรา 7” (มุ่งเน้นผู้ชุมนุมทางการเมือง)
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สันติสุขฯ 2569 ตราขึ้นเพื่อสร้างความปรองดองให้แก่ประชาชน “ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” แต่คดีทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ไม่ได้เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนตามมาตรา 7 การนำบทบัญญัตินี้มาตีความขยายขอบเขตให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีทุจริต จึงเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
3. ไม่ใช่ความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ:
ความผิดที่นายทักษิณได้กระทำทุกคดีไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ (รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน) ส่วนกฎหมายลำดับที่ 31 ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ มุ่งคุ้มครองและนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดเฉพาะตัวจากการฝ่าฝืนมาตรการพิเศษทางการเมืองของ คปค, คมช. และ คสช. เช่น การฝ่าฝืนคำสั่งเรียกมารายงานตัว การฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง หรือการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการกระทำเหล่านี้สภาพความผิดเกิดขึ้นเพราะมีประกาศพิเศษบังคับไว้โดยตรง
4. ความคุ้มกันกรรมการจากการโดนคดีอาญา ม.157 (เกราะคุ้มครองมีไว้สำหรับผู้สุจริตเท่านั้น)
มาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการฯ เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ “โดยสุจริต” เท่านั้น
หากกรรมการเสียงข้างมากเจตนาฝืนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง เพื่อลงมติให้นายทักษิณได้รับการนิรโทษกรรม ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งจะทำให้:
1. หลุดพ้นจากความคุ้มครองตามมาตรา 6 วรรคสามทันที
2. ศาลปกครองมีอำนาจรับฟ้องและสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้
3. กรรมการเสียงข้างมากเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
บทสรุป
การที่กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่ง แจ้งความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า นายทักษิณ "ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม" จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ปกป้องระบบยุติธรรมของประเทศ และป้องกันไม่ให้คณะกรรมการฯ ต้องตกเป็นจำเลยคดีอาญาเสียเอง ความเห็นนี้จึง ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งครับ!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
2/11/69
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
ติดต่อ Kaojorleuk@gmail.com
ติดต่อ 092-153-8888
