เจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

recommendrecommend2เจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ฉุนถูกเพื่อนตีท้ายครัว..!! แอบอึ๊บเมีย.!! แค้นฆ่าทุบหัว มัดขาลากศพโยนทิ้งบ่อเกรอะ

        เพื่อนกัน...แต่พอเหล้าเอาปากมันก็คือน้ำเปลี่ยนนิสัย..และเพยสันดานที่แท้จริงออกมา..มีคนบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าคนนี้เป็นคนอย่างไรให้ดูตอนที่คนนั้นเมา เราจะเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเขา สิ่งที่เก็บไว้ รวมไปถึงนิสัยที่แท้จริงออกมา จากเรื่องเพราะเหล้าทำให้เขาไม่มีสติในการคิดก่อนเวลาจะพูดอะไรออกไปจนทำให้ตัวเองต้องพบจุดจบความตาย...อย่างเช่นเรื่องนี้

       กลางดึกของคืนวันที่ 16 ก.ย.61 ที่ผ่านมาขณะที่พ.ต.ท.สุพจน์ สุวรรณ์ สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพักก็ได้รับแจ้งว่ามีเหตุพบศพอยู่ในบ่อเกรอะหลังบ้านที่กำลังก่อสร้างไม่มีเลขที่ หมู่ 1 ต.เหมืองแก้ว อ.แม่ริ จว.เชียงใหม่ หลังรับแจ้งรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต. สรายุทธ สงวนโภคัย ผบก.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ. บุญส่งวิทย์ ห้องแซง ผกก.สภ.แม่ริมแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ และ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่

ที่เกิดเหตุ เป็นบ่อเกรอะ ห่างจากตัวบ้านที่กำลังก่อสร้างประมาณ 100 เมตร ก้นบ่อพบโครงกระดูก จึงให้เจ้าหน้าที่จึงนำขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ เบื้องต้นพบโครงกระดูกเป็นชาย เหลือเศษเนื้อท่อนล่างเพียงบางส่วน กระดูกขามีผ้ามัดไว้และพบชิ้นส่วนกะโหลก สภาพศพมีร่องรอยถูกตีด้วยของแข็งจนเป็นรูหลายจุด นอกจากนี้ภายในที่เกิดเหตุยังพบนายสมชาย ลุงแสน อายุ 20 ปี ลูกชายของผู้ตายยืนว่าผู้ตายเป็นของของตัวเองชื่อนายนาโทร ลุงแสน อายุ 45 ปี ชาวไทใหญ่ เพราะจำเข็มขัดที่ติดอยู่กับศพได้

พ.ต.อ. บุญส่งวิทย์  จึงได้นำตัวนายสมชาย มาทำการสอบสวนในเบื้องต้นนายสมชายให้การว่า พ่อของตนมีอาชีพรับจ้างที่ผ่านมาจะออกจากบ้านไปรับจ้างทำงานนานๆจึงจะกลับมาบ้าน แต่ก็จะติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่เป็นประจำ ล่าสุดพ่อได้ขาดการติดต่อไปกว่า 20 วันตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.61 โทรก็ไม่ติด จึงรู้สึกผิดปกติจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจไว้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา และออกตามหาพ่อตามสถานที่ต่างๆ จนทราบว่าพ่อได้มาหาเพื่อนที่เฝ้าสวนของบ้านที่เกิดเหตุ แต่ก็ยังไม่พบตัวพ่อ ขณะที่ลูกพี่ลูกน้องได้ไปหาคนทรงเจ้าเพื่อให้ช่วยติดตามพ่อ ซึ่งคนทรงเจ้าก็ระบุว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว กระทั่งล่าสุดมาพบรถจักรยานยนต์คันที่พ่อมาซื้อและยังผ่อนอยู่ที่ร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่ง เมื่อสอบทราบก็ทราบว่า นายต๊ะ ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนนำมาขายผมจึงกลับไปซื้อรถจักรยานยนต์กลับคืนมา

หลัง พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์  ได้ทราบเรื่องราวต่างๆจากปากลูกชายของผู้ตายก็เดาได้ว่าเพื่อของผู้ตายที่ชื่อนายต๊ะ หน้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องการตายของนายนาโทร อย่างแน่นอน จึงได้เรียก พ.ต.ท.ตรีเพชร ป่าหวาย สว.สส.สภ.แม่ริม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนให้ติดตามสืบหาข่าวที่บ้านของนายต๊ะ และเข้าไปสอบปากคำนายต๊ะด้วยว่าวันที่ผู้ตายมาหาทำอะไรกันบ้างและผู้ตายออกจากบ้านไปเมื่อไร  ต่อมา พ.ต.ท.ตรีเพชรได้เดินทางไปยังบ้านของนายต๊ะ พบภรรยา ของนายต๊ะได้ให้ข้อมูลว่านายนาโทร (ผู้ตาย) ได้มาหานายต๊ะ จริงหลังจากนั้นก็นั่งดื่มสุรากันส่วนตนก็ไม่ได้สนใจอะไรก็เข้าห้องนอนพอตอนเช้า นายต๊ะได้เรียกให้มาดูกองเลือดบอกว่าเมื่อคืนตอนนั่งดื่มสุรากับ นายนาโทร มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นชกต่อยกันนายนาโทร ได้บาดเจ็บ จึงพาไปส่งโรงพยาบาลหลังจากวันนั้นตนก็ไม่ทราบข่าวของนายนาโทรอีกเลย พ.ต.ท.ตรีเพชร จึงได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลตามคำบอกเล่าของภรรยานายต๊ะเพื่อเข้าไปสอบถามว่าผู้ตายได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลจริงหรือไม่ปรากฏว่าไม่มีชื่อผู้ตายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด จึงได้กลับมารายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์  จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ตรีเพชร ติดตามตัวนายต๊ะ มาทำการสอบปากคำเนื่องจากว่าเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดและเป็นคนพบผู้ตายเป็นคนสุดท้าย จนกระทั่งวันที่ 1 7 ก.ย.61 เวลาประมาณ 06.00 น. พ.ต.อ.บุญส่งวิทย์ ห้องแซง  ผกก.สภ.แม่ริม พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ได้ติตามจับกุมตัวนายต๊ะได้ขณะหลบหนีมาอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ที่บ้านแม่ขิ ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จึงควบคุมตัวมาทำการสอบสวน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าช่วงกลางดึกวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ไปหานายจ้าง ด้วยกันกับคนตายและได้ชักชวนกันมานั่งดื่มสุราที่บ้านพักที่ผมทำงานก่อสร้างและเฝ้าบ้านให้กับนายจ้างอยู่

ระหว่างนั่งดื่มสุราเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องที่ คนตายไปมีความสัมพันธ์ กับภรรยาของตน จึงเกิดอารมณ์โกรธหยิบขวดแก้วฟาดที่ศีรษะนายมาโทร ก่อนจะต่อสู้กัน จนนายนาโทร เสียหลักล้มลง จากนั้นเขาใช้ไม้ฟาดซ้ำที่หลัง และใช้ค้อนทุบซ้ำที่ศีรษะอีกครั้ง จนแน่นิ่งและเสียชีวิตจากนั้นผมก็ทิ้งศพนอนจมกองเลือดไว้ที่ใต้ถุนบ้าน แล้วขึ้นไปนอนหลับที่ห้องชั้นบน ก่อนรุ่งเช้าก็ลงมาดูศพอีกครั้ง แล้วตัดสินใจใช้ผ้ามัดที่ข้อเท้าศพลากศพไปทิ้งบ่อเกรอะด้านหน้าบ้าน ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 เมตร และก็ใช้ชีวิตตามปกติ ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระลงในนั้นโดนถือว่าเป็นการข่มวิญญาณไปด้วยส่วนที่ทำไปเพราะว่าแค้น หลังจากนั้นผมก็นำรถจักรยานยนต์ของคนตายไปขาย และก็มีคนมาพบศพนายนาโทร ผมจึงได้หลบหนีไปอยู่บ้านเพื่อนจนกระทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามมาจับกุมตัวผมได้ดังกว่า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาฐานความผิด “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”  จากการตรวจสอบประวัติ พบผู้ต้องหาเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาดื่มสุรามักมีเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ เคยต้องโทษคดีทะเลาะวิวาท ทำร้ายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่ตำรวจภูธรสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

recommendrecommend2เจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ย้อนรอย..ลืมเด็กไว้ในรถนักเรียน..ศพแล้ว..ศพเล่า..ผู้ใหญ่ประมาท..?? หรือกฎหมายไม่แข็งพอ.!!

     จะเป็นอุทาหรณ์..กันอีกสักกี่หน..จากกรณีลืมเด็กไว้ในรถนักเรียน ข่าวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเพียงแต่แตกต่างกันที่รายละเอียดและสาเหตุแต่สิ่งที่เหมือนกันคือความประมาทของผู้ใหญ่..ที่ต้องทำให้เด็กเสียชีวิต..เวลาเกิดเรื่องขึ้นเรามักได้ยินประโยคของผู้ที่เกี่ยวข้องว่า“ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหรอก”...แต่ก็บ่อยเหลือเกินที่เราได้ยินประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อไรจะไม่มีคำนี้เกิดขึ้นอีก

แต่ก็มีหลายโรงเรียนกลับมาคิดจนมีการจัดกิจกรรมเสริมอยู่ช่วงหนึ่งที่ให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ยามเมื่อติดอยู่ในรถตู้เพียงลำพัง พร้อมสาธิตวิธีปลดล็อกประตูรถด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงแรกๆ เท่านั้นเมื่อเกิดข่าวเด็กติดรถขึ้นมาอีกที่สำคัญอยู่ที่กฎหมายต้องหนักและผู้ใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้

สุดท้ายเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นอีก..ล่าสุดของเย็นวันที่ 15 ส.ค.61 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านใหม่รับแจ้ง เหตุว่าลืมเด็กอนุบาลไว้ในรถตู้รับส่งนักเรียน จึงรีบรุดไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ  พบศพเด็กหญิง วัย 3 ขวบ เสียชีวิต ภายในรถตู้ ทะเบียน นข1612 นราธิวาส เป็นรถตู้รับส่งนักเรียนใน อ.สายบุรี  พื้นที่โรงเรียนบำรุงมุสลีมีน ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทราบชื่อภายหลังคือ เด็กหญิงนูรนาเดีย มะ เป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนบำรุงมุสลีมีน สภาพศพมีเลือดไหลออกทางจมูก เสื้อผ้าเลอะทั้งตัวนอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะหลังสุดของรถตู้ จากผลชันสูตรโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี พบว่าเด็กขาดอากาศหายใจ

จากกรณีดังกล่าวนับเป็นคดีที่ 2 ของปี 2561 ต่อจากคดีของน้องแยม เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ครูพี่เลี้ยงเผลอลืมเด็กไว้ทั้งที่นั่งอยู่ด้านหน้าคนขับในรถรับส่งนักเรียน จนกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญแห่งปีเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่ผู้ปกครองต้องกลับมาตระหนักคิดถึงความปลอดภัยในบุตรหลานของตนเมื่อส่งขึ้นรถตู้ไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีทั้งหมดเกิดจากความประมาทของคนขับ ไปจนถึงครูพี่เลี้ยงเอง หากตรวจสอบอย่างดีเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในแต่ละครั้งเมื่อมีการสูญเสียสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวเหยื่อและสะเทือนใจแก่ผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในครอบครัวถ้าไม่เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวจะไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร...

เรามาย้อนดูกันว่าคดีแบบนี้เกิดขึ้นมากี่ครั้งแล้วนับตั้งแต่ปี 2555 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 น้องป๋อ อายุ 4 ขวบ ชาว จ.กาฬสินธุ์  เสียชีวิตคาเบาะรถรับส่งนักเรียน คนขับรถให้การว่ามองไม่เห็น จึงล็อครถไว้ และมาทราบภายหลังว่ามีเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายติดอยู่ในรถและเสียชีวิต

วันที่ 3 เมษายน  2556  น้องเอย เด็กหญิงวัย 3 ขวบ นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่าน จ.สมุทรปราการ ถูกคุณครูลืมทิ้งไว้ในรถตู้โรงเรียน  นานหลายชั่วโมง จนเกิดอาการช็อคหมดสติ  และเสียชีวิตในวันที่ 17 เมษายน 2556

15 พฤษภาคม 2556 น้องพอตเตอร์ อายุ 3 ขวบ ซึ่งนอนหลับอยู่บริเวณแค็บด้านหลังของรถกระบะ ถูกคุณครูสาวลืมทิ้งไว้ นานกว่า 7 ชั่วโมงจนเสียชีวิตในพื้นที่ อ.อุทุมพรพิสัย  จ.ศรีสะเกษ  สอบสวนทราบว่าคุณครูที่รับจ้างรับส่งนักเรียน ขับรถมารับน้อง พอตเตอร์ ตั้งแต่เวลา 07.30 น. จนกระทั่งเวลา 15.00 น. เจ้าของรถจึงมาพบน้องพอตเตอร์เสียชีวิตภายในรถ

21 กรกฎาคม 2257 น้องปลื้ม เด็กชายวัย 4 ขวบ นอนหลับบริเวณกระบะแคปด้านหลัง  ก่อนถูกคนขับรถลืมทิ้งไว้ในรถ ซึ่งจอดอยู่ใกล้ สภ.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราชเพียง 20 เมตร  เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่ารถยนต์คันนี้ติดฟิล์มกรองแสงสีทึบ ทำให้มองไม่เห็นภายใน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่มีคนช่วยเด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายได้ทัน

11 พฤษภาคม 2559  น้องอิงค์ อายุ 3 ขวบ ถูกคนขับรถลืมทิ้งไว้ในรถตู้จนเสียชีวิต  เหตุเกิดในพื้นที่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ  คนขับรถและพี่เลี้ยงเด็กให้การว่า ระหว่างตระเวนรับนักเรียน แอร์รถเกิดเสีย จึงจอดรถทิ้งไว้หน้าหมู่บ้านท่ามกลางอากาศร้อนจัด  และให้รถตู้อีกคันมารับนักเรียนไปส่งโรงเรียนแทน โดยไม่ทราบว่าน้องอิงค์นอนหลับอยู่ที่เบาะหลัง

วันที่ 31 ก.ค. 2560 ครอบครัวของ เด็กชายชนะชัย คงผล หรือน้องกาก้า อายุ 6 ขวบ ได้สูญเสีย น้องกาก้าไปจากการที่คนขับลืมน้องไว้ในรถ ทำให้ขาดอากาศหายใจ จนแพทย์สุดยื้อแม้จะพยายามอย่างเต็มที่ และอีกเหตุการณ์กับคลิปเด็กหญิงพลัดตกจากรถตู้ ในปี 2559 แต่ยังถือว่าโชคดี ที่เด็กหญิงไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่ที่คลิปโด่งดังเนื่องจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำคลิปของเด็กหญิงขณะตกจากรถตู้รับส่งนักเรียน มาโพสต์ไว้ จนมีการแชร์ส่งต่อเป็นวงกว้างนำมาซึ่งการสืบสวนและเอาผิดคนขับรถตู้

วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เด็กผู้เคราะห์ อีกราย คือ น้องกาก้า เด็กชายวัย 6 ขวบ นักเรียนชั้น ป.1 จากจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ถูกคนขับรถรับส่งนักเรียนลืมทิ้งไว้ในรถส่งผลให้น้องกาก้าขาดอากาศหายใจมากกว่า 7 โมง  และเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2560  ขณะที่คนขับรถก็ยอมรับว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นเพราะความประมาทของตัวเอง

ครับ..นี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่นำเสนอ ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก (ขบ) เข้ามาดูแลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของรถตู้ โรงเรียนหรือรถรับส่งนักเรียนมากขึ้นพร้อมออกกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้ผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนที่มีที่นั่งเกินกว่า 12 ที่นั่ง (รถบัส) ต้องมายื่นขอจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบขนส่งนักเรียนเป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งต้องติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยประจำรถด้วย แต่กฎหมายยังไม่ได้ครอบคลุมถึงรถขนาดเล็กที่มีที่นั่งน้อยกว่า 12 ที่นั่ง คือ รถตู้ และรถกระบะ ที่มักเกิดปัญหาขึ้นบ่อยครั้ง หากทำผิดจะมีโทษทางกฎหมายตามพ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ข้อหาใช้รถผิดประเภท และไม่มีใบอนุญาตประกอบการขนส่ง มีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนกรณีฝ่าฝืนไม่ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยในตัวรถ หากตรวจพบมีโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท

ส่วนในเรื่องการลงโทษของผู้ขับรถตู้รับส่งนักเรียนหากมีการตายเกิดขึ้นนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งข้อหาประมาทและกระทำการให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่น ถือเป็นความผิดคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ คดีเกี่ยวกับรถตู้รับส่งนักเรียนที่เกิดขึ้นถึงแม้จะมีกฎหมายระบุโทษของคนขับรถตู้ไว้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่

สามารถเอาผิดในข้อหาได้โดยตรง จนบางครั้งคดีความต้องเงียบลง ฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเป็นหูเป็นตา ใส่ใจในหน้าที่ให้มากขึ้นเพราะคงไม่มีใครอยากให้ศพต่อไปเป็นลูกหลานหรือคนที่คุณรัก แล้วทำไหมเหตุการณ์แบบนี้ถึงได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง..เป็นความประมาทของผู้ใหญ่..หรือว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมื่องไม่สนใจ..???  หรือว่า..ตัวกฎหมายที่ลงโทษมันยังไม่แข็งพอถึงได้ประมาทกันอยู่บ่อยๆ..???

recommendrecommend2เจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ย้อนรอยคดี“เสี่ยอ้วน บางลา”เป็นใคร.???.สั่งฆ่า..คู่รักหน้าเขาชีจรรย์

  จากกรณีเหตุการณ์คู่รักถูกยิง บริเวณลานจอดรถเขาชีจรรย์ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ทราบชื่อคือ นายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือน้องพอส อายุ 21 ปี เป็นชาว จ.นครศรีธธรรมราช นอนหงายถูกยิงเข้าที่ศีรษะ และ น.ส.ปวีณา นาเมืองรัก หรือน้องสปาย อายุ 20 ปี เป็น ชาวกาฬสินธุ์ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ เช่นกัน ในที่เกิดเหตุตำรวจพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.จำนวน 7 ปลอก โดยพยานที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าคนร้าย มี 2 คน ขับรถเก๋งฮอนด้า CRV สีขาวป้ายแดง ขับชลอมาใกล้ผู้ตายทั้งคู่ ที่กำลังเดินไปขึ้นรถเก๋งอีโนว่า ปรากฏว่าคนร้ายที่นั่งข้างคนขับลงจากรถใช้ปืนกระหน่ำยิงไปที่ผู้ตายทั้ง 2 คน จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ตำรวจทราบว่าผู้ตายทั้งคู่นั้นเป็นแฟนกัน มาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับกลุ่มเพื่อนรวม 4 คน ผู้ชาย 3 คน มีนายอนันตชัยและเพื่อนผู้ชายของน.ส.ปวีณาอีก 2 คน เช่าพักโรงแรมในตัวเมืองพัทยา และช่วงเช้าได้เช่ารถเก๋งของโรงแรมพร้อมคนขับให้พาเที่ยวมาหลายแห่ง ก่อนจะแวะเขาชีจรรย์ และกำลังจะกลับที่พัก ส่วนเพื่อนชาย 2 คนแยกไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่ผู้ตายทั้ง 2 คนกำลังเดินไปขึ้นรถเก๋ง ก็ถูกมือปืนจ่อยิงหัวเสียชีวิตทั้งคู่ และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าเพื่อนชายที่ไปกับคู่รักทั้ง 2 นั้นเป็นผู้ชี้เป้าให้มือปืนสังหาร พร้อมยอมรับว่าได้รับเงินจากเสี่ยอ้วน ภูเก็ต จำนวน 2 หมื่นบาท  เพื่อบอกพิกัดรายงานความเคลื่อนไหวของเหยื่อทั้งสอง โดยในแผนของเสี่ยอ้วนนั้นได้ส่งทีมลูกน้องไปดักอุ้ม ที่บ้านพัก จ. นครปฐม  แต่ตัวน้องสปาย นั้นอยากไปไหว้พระ เที่ยวทะเลในช่วงวันเกิด ซึ่งทั้งสองไม่คิดว่าลูกน้องของเสี่ยอ้วน จะกล้าสังหารคู่รักสปาย-ฟอส ถึงชลบุรี

สำหรับเสี่ยอ้วนนั้น เคยมีประวัติยิงคนตายมาแล้วเนื่องจากหึงหวงสาวโคโยตี้ประจำร้าน แต่สามารถสู้คดีจนหลุดมาได้ ส่วนแนวทางการสอบสวนคดีล่าสุดนั้นมีพยานยืนยันว่าเสี่ยอ้วนไปหลงรักน.ส.ปวีณา นาเมืองรักษ์ ซึ่งทำงานเป็นสาวโคโยตี้ อยู่ในบาร์ของเสี่ยอ้วน ตั้งอยู่ในซอยปุ้มปุ้ย แต่ทว่า น.ส.ปวีณา มีคนรักอยู่แล้วคือนายอนันตชัย จริตรัมย์ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟภายในร้านมีพยานยืนยันว่าเคยเห็นเสี่ยอ้วน ใช้อาวุธปืนข่มขู่ทั้งสองเป็นประจำกระทั่งผู้ตายเกิดความหวาดกลัวหนีออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ จ.นครปฐม ก่อนเกิดเหตุสลดขึ้น เสี่ยอ้วน ทราบการเคลื่อนไหวของผู้ตายทุกระยะเนื่องจากเสี่ยอ้วนนั้นได้ซื้อโทรศัพท์มือถือให้กับ น.ส.ปวีณา ทำให้สามารถทราบพิกัดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้านประวัติของเสี่ยอ้วน เดิมมีพื้นเพเป็นคนสุรินทร์ แต่ด้วยเป็นคนขยันหนักเอาเบาสู้จึงสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว จากผู้จัดการดิสโก้เทค พัทยา เมืองชลบุรี และมาอยู่ที่ป่าตอง ภูเก็ตราว 20 ปีก่อนยังไม่มีสถานบริการหนาแน่นขนาดนี้  ส่วนอาชีพหลักที่สร้างตัวให้กับเขาคือการเป็นเจ้าของธุรกิจ “เด็กห้องน้ำ” โดยอาชีพ “เด็กห้องน้ำ” หมายถึงการขอเข้าดำเนินการภายในห้องน้ำสถานบริการต่างๆ ทั่วทุกแห่งในหาดป่าตอง ซึ่งเป็นสถานท่องราตรีระดับโลกห้องน้ำหรือห้องสุขา ย่อมเป็นสิ่งคู่กันกับสถานบริการอยู่แล้ว “เสี่ยอ้วน” เดิมเป็นเพียงเด็กบริการนวด จัดผ้าเย็น ผ้าร้อนให้กับบรรดานักเที่ยวเวลาเข้าไปปล่อยหนัก หรือเบาในห้องสุขาแลกกับทิปสิบบาทยี่สิบบาทกระทั่งขยับตัวกลายเป็นผู้รับเหมาสัมปทาน ครอบคลุมห้องสุขาไปทั่วเกาะภูเก็ต จากนั้นจึงเริ่มเปิดสถานบริการของตนเองเป็นเจ้าของบาร์เล็กๆ จาก 1 ห้องจนถึงปัจจุบันสถานบริการโกยเงินทุกคืนที่เรียงเป็นตับในซอยแห่งหนึ่งของถนนป่าตองเป็นของเขาทั้งหมด กิจการบาร์ของเสี่ยอ้วน รุดหน้าอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการระดมสาวโคโยตี้ รูปร่างหน้าตาดีจำนวนมากจึงเป็นขวัญใจของนักท่องราตรีทั้งไทยและเทศ

ก่อนหน้าประมาณปี 2559 เสี่ยอ้วน เคยต้องคดีฆ่าคนตายโดยการยิงเพียงนัดเดียวตัดขั้วหัวใจตายคาหอพัก ที่หญิงสาวในการอุปการะของเสี่ยอ้วนพักอาศัยอยู่มาแล้วโดยรูปคดีออกมาทำนองว่าเป็นการยิงป้องกันตัว เพราะคนตายถืออาวุธปืนอยู่ คดีนี้จบลงด้วยการสั่งไม่ฟ้องของอัยการ และคณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจภาค 8 ในขณะนั้นไม่เห็นแย้งจึงทำให้เสี่ยอ้วน หลุดคดี อย่างไรก็ตามได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

อย่างกว้างขวางโดยมีข้อสังเกตว่าเสี่ยอ้วน เป็นผู้มีฐานะส่วนคู่กรณีเป็นเพียงคนขายไอกรีมแต่เมื่อญาติผู้เสียชีวิตไม่ติดใจ เรื่องราวต่างๆ จึงค่อยๆ เงียบลงจนมาถึงรายของน้องสปายนั้น เสี่ยอ้วนเคยยื่นของเสนอ เงิน 4 ล้านบาท เพื่อสู่ขอ พร้อมทั้งเคยใช้อาวุธปืนข่มขู่ ผู้เสียชีวิตทั้งสองด้วย ก่อนจะมาเกิดเหตุสะเทือนขวัญในภายหลัง  ล่าสุดศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีสังหารคู่รักหน้าเขาชีจรรย์ 3 ราย โดยมีเสี่ยอ้วนเป็นผู้จ้างวาน รวมถึงมือปืนและคนชี้เป้าในคดีนี้

ขอคุณเพจบิ๊กเกรียน

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

โบราณว่า..ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าได้ไว้ใจ

โบราณว่าไว้คนเรานะต่อให้รักกันแค่ไหนยามที่ผิดใจก็กลายเป็นศัตรูได้หมด เหมือนที่ว่า ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าได้ไว้ใจอย่างเช่นเรื่องนี้
    ช่วงเย็นของวันที่ 22 ก.พ.61 ที่ผ่านมา ดวงตระวันเพิ่งจะตกดิน..ความมืดก็เข้ามาปกคลุม บุรุษผู้หนึ่งมีนามว่า ศุภกร ยาวิชัยย์ อายุ 45 ปี ที่อยู่ 183/43 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หนุ่มโชเฟอร์รถตู้โดยสาร กำลังเดินเข้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ริมถนนวัดหนองป่าครั่ง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่เช่าเอาไว้พักผ่อนหลับนอนในยามเมื่อยล้าจากการทำงาน...เสียงรถจักยานยนต์ขับมาดังขึ้นทางด้านหลัง นายศุภกร... โดยหารู้ไม่ว่า ขณะนี้มัจจุราช มาเยือนแล้ว..นายศุภกร หันหลังไปดู ก็เห็นรถจักรยานยนต์รับจ้างขับตรงมาที่ตัวเอง ทันใดนั้นชายที่นั่งซ้อนท้ายมา ก็กระโดดลงจากรถจักรยนต์ ตรงมามาประชิดตัวนายศุภกร แล้วใช้มีด จวกแทงนายศุภกร จนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเลือดสดๆไหนนองออกมาอย่างไม่ขาดสาย และแล้วสติสัปปายะของ นายศุภกร..ก็ดับวุบลง

      ช่วยด้วย..ๆ..ช่วยด้วย.ๆ...คนถูกฆ่าตาย..เสียงตะโกนของประชาชนแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์ได้ร้องให้คนช่วย..ผู้คนเริ่มทอยเข้ามามุงดูในที่เกิดเหตุกันอย่างไม่ขาด..ช่วงอึดใจเดียว..เสียง รถ หวอ ของตำรวจ ก็ดัง ขึ้น เข้ามาใกล้ ๆ และหยุดลงตกจุดเกิดเหตุ พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ ผกก.สภ.แม่ปิง ก้าวลงมาจากรถพร้อมด้วย พ.ต.ท.สมเด่น แดงเครื่อง สารวัตรสอบสวน สภ.แม่ปิง และที่ตามมาติดๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย จากการตรวจสอบสภาพศพนายศุภกร ถูกแทงด้วยของมีคมเข้าที่ลำคอและหน้าท้องจำนวนหลายแผล นอนสิ้นลมจมกองเลือดอย่างสยดสยอง หลังตรวจสอบในที่เกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้มอบศพให้หน่วยก็ภัยนำส่งนิติเวชเพื่อทำการผ่าพิสูจน์อย่างระเอียดอีกครั้งหนึ่ง

      ณ ที่ห้องประชุมกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภาค 5 พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ ผกก.สภ.แม่ปิง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้ประชุมหาแนวทางในการติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว พล.ต.ต.จารึก ได้เอ๋ยว่า.. “ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าปมสังหารในครั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องการขัดแย่งที่จอดรถของคิวรถตู้โดยสารจากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย พบมีบทสนทนาผ่านไลน์กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “ทีมงานรถ” พบข้อความเกี่ยวกับการทะเลาะแย่งที่จอดรถกันหลายครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและตามมาลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ ดังนั้นจึงขอให้ทุกท่านออกตดตามตัวคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเราก็จะทราบว่าคนร้ายรายนี้เป็นใคร..ทุกคนออกปฎิบัติหน้าที่ได้”..ครับ..ทานผู้การ..

     หลังจากพล.ต.ต.จารึก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนออกหาตัวคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและกระจายกำลังออกสืบหาเบาะแสคนร้าย..จนทราบว่าคนขับรถ จักรยานยนต์รับจ้างได้รับตัวคนร้ายมาจากสถานีขนส่งรถโดยสารประจำทางเชียงใหม่ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ได้พบใบหน้าคนร้ายชัดเจน ทราบว่าคือ นายบรรลือ อู่บุญทา อายุ 38 ปี ชาวอุดรธานี และทราบว่าหลบหนีไปกบดานที่ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภาค 5 จึงประสานตำรวจเพชรบูรณ์ ช่วยตามไปจับกุมตัวได้ในช่วงหัวค่ำของคืนวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมาและนำตัวกลับมาสอบสวนที่ สภ.แม่ปิง

    เบื้องต้น นายบรรลือ  ผู้ต้องหาให้การสารภาพ อ้างว่า ทำไปเพราะความเมา และมีความแค้นสะสม กับผู้ตายมานานหลายเรื่องจึงไปดักรอผู้ตายเมื่อเห็นผู้ตายจึงได้ลงมือก่อเหตุทันที หลังจากนั้นก็ตีตั๋วรถทัวร์จะไปลงที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่พอไปถึง อ.วังโป่ง ก็ขอลงไปอาศัยวัดที่เคยบวชเป็นที่กบดาน โดยไม่คิดว่าตำรวจจะตามมาจับกุมตัวได้ดังกล่าว

     ขณะเดียวกัน น.ส.วาทิตา บุญต่อม ภรรยาของผู้ตายก็มารับศพ นายศุภกร กลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ด้วยความเศร้าโศก ร่ำไห้คร่ำครวญ ปิ่มว่าจะขาดใจตามไป เจ้าหน้าที่จึงมอบเงินช่วยเหลือตามกฎหมายให้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ขอโทรศัพท์มือถือของ น.ส.วาทิตาไว้ตรวจสอบตามระเบียบ ตอนแรกคิดว่าคดีนี้จะจบลงแล้วแต่ หลังตรวจสอบโทรศัพท์มือ น.ส.วาทิตา กลับมีเบื้องหลังซับซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย ภรรยา และฆาตกร โทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่องมีข้อมูลเชื่อมโยงกัน

        โดยพบว่า น.ส.วาทิตา  โทรศัพท์หาผู้ตายก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาที จากนั้นโทรศัพท์ติดต่อกับนายบรรลือผู้ต้องหา ทันทีอีกเช่นเดียวกัน และหลังเกิดเหตุนายบันลือ ก็ได้โทรศัพท์หา น.ส.วาทิตา อีกครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายบรรลือ  มาทำการสอบปากคำอีกครั้ง นายบันลือ ได้เปิดเผยว่า ผมรู้จักกับ น.ส.วาทิตา ซึ่งมีสัญชาติลาว อดีตคนรักเก่าที่เคยคบหากันสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเชียงของ หลังเรียนจบได้แยกย้ายกันไป โดยผมไปบวชเป็นพระอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาได้เล่นเฟซบุ๊ก เจอกัน และได้นัดเจอกัน น.ส.วาทิตาเล่าให้ผมฟังว่า มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับสามี พยายามจะขอแยกทาง แต่อีกฝ่ายไม่ยอม และยังส่งเงินมาเลี้ยงดูตลอดเวลา ก็ทำให้ผมกับน.ส.วาทิตา สนิทกันมากขึ้นจนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และ ล่าสุดได้นัดพบกันอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. น.ส.วาทิตา บอกว่า สงสัย จะตั้งท้องเพราะประจำเดือนไม่มา 2 เดือนแล้ว จึงช่วยกันวางแผนสังหารนายศุภกร เนื่องจากกลัวจะถูกจับได้ว่าเล่นชู้จนท้องโตเนื่องจากว่าผู้ตายขับรถอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่ได้มีอะไรกับน.ส.วาทิตานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ น.ส.วาทิตา ได้เงินจากทำศพสามีเป็นจำนวนมาก ผมก็กลัวว่า น.ส.วาทิตา จะหลอกใช้ผมให้ฆ่าสามี และหักหลังผมครับ..

     พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์  จึงได้ขอหมายจับจากศาลและประสานตำรวจเชียงรายตามไปล็อกตัว น.ส.วาทิตา คางานศพของผัว ที่ตัวเองเป็นผู้วางแผนฆ่า แล้วตีหน้าซื่อร่ำไห้ปานจะตายตาม หลังถูกจับ เจ้าตัวไม่ยอมให้การใดๆ บอกว่าจะขอไปให้การในชั้นศาล ปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้กำลังท้อง แต่เมื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันชัดเจน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ต้องไปชดใช้กรรมอยู่ในคุกเช่นเดี่ยวกับชายชู้....

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ไอ้ชิต สายเบิร์น’ จอมหืด มือยิงนักศึกษาชาย-ฉุดนักศึกษาสาว ไปข่มขืน 4 ครั้งรวด

     จากกรณีคดีสะเทือนขวัญนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยชื่อดังของ จ.กาฬสินธุ์ ถูกคนร้ายก่อเหตุ..ซิ่งรถกระบะปาดหน้า ใช้อาวุธปืนยิงเหยื่อซึ่งเป็นนักศึกษาชายรุ่นพี่ปี 3 เข้าที่ใบหน้า ส่วนรุ่นน้องซึ่งเป็นนักศึกษาสาวปี 2 ถูกลากขึ้นรถกระบะทำการขืนใจก่อนนำมาปล่อยทิ้งไว้บนเทือกเขาภูพาน “วันนี้ทีมข่าวอาชญากรรมเจาะลึกทันเหตุการณ์”จะพาท่านย้อนรอยไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

       สำหรับคดีนี้ เกิดขึ้นช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ขณะที่สองนักศึกษาชาย-หญิง ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำงานตัดต่อในช่วงกลางคืน รุ่นพี่ซึ่งเป็นชาย ได้ชวนน้องนักศึกษาหญิงรุ่นน้องออกไปที่ร้านสะดวกซื้อ ขากลับมีคนร้ายดักซุ่มและขับรถกระบะตามมา จนมาถึงจุดเกิดเหตุคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงนักศึกษาชายเข้าที่ใบหน้าจนล้มลง ก่อนจะฉุดเอานักศึกษาหญิงไปทำการขืนใจ และปล่อยทิ้งไว้ในเขตท้องที่ สภ.ภูพาน  คนร้ายรายนี้ก็คือ นายทิษณุหรือชิตสายเบริน โถนารัตน์ อายุ 29 ปี ชาวอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์

      หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์  ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำการกดดันและประกาศจับตายทันทีหากมีการยิงต่อสู้ เนื่องจากความเหี้ยมโหดของคนร้ายรายนี้ทำให้ตำรวจต้องเพิ่มความระมัดระวัง จน นายทิษณุ หรือทิษ หรือชิต โภนารัตน์ ผู้ต้องหาได้ติดต่อขอมอบตัวกับตำรวจ สภ.คำม่วง ที่บริเวณปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในตำบลนาทัน

       และทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายทิษณุ ไว้แล้ว ก็ทำการสอบปากคำทันที   นายชิตสายเบริน สารภาพว่า ในวันเกิดเหตุได้ทะเลาะกับภรรยาและได้ขับรถเข้าไปในเมืองกาฬสินธุ์ โดยตั้งใจจะหาที่ระบายอารมณ์ จนมาในช่วงกลางคืนขับรถผ่านมาเห็นเหยื่อทั้งสองคนตรงสามแยกไฟแดงเข้ามหาวิทยาลัย จึงได้ขับรถตามและปาดหน้าในครั้งแรกแต่พลาด จึงตามประกบเข้าไปในหมู่บ้านตรงที่เกิดเหตุ จากนั้นได้ปาดหน้าอีกครั้ง และเมื่อลงจากรถไป นักศึกษาชายต่อสู้ จึงใช้ปืนยิงก่อนที่จะนำตัวนักศึกษาหญิงไปข่มขืน โดยได้ขับรถขึ้นเขาภูพาน และไปจอดรถข่มขืนถึง 3 ครั้ง  

       ต่อมาได้ขับรถไปที่จังหวัดสกลนคร รถน้ำมันจะหมดเลยเอาเงินของน้องไป 1,000 บาท เติมน้ำมันไป 600 เหลือ 400 บาทก็คืนให้น้องไป  หลังจากนั้นก็ขับรถมาข่มขืนอีกรอบจนเสร็จความใคร่ ก็ปล่อยน้อง ทิ้งไว้ตรงรั้วลวดหนาม แล้วนับ 1 – 10 ให้น้องวิ่งไปไกล ๆ ไม่งั้นจะยิงตาย น้องก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิตส่วนผมก็หลบหนีขึ้นเขาภูพานในเขตอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยให้ญาตินำรถไปจอดทิ้งไว้ที่บ้าน แต่ในระหว่างหลบหนีมีข่าวว่าตำรวจจะจับตายจึงกลัวตาย และติดต่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว “ผมยอมรับว่าเมายาและเหล้า เพราะเสพยาบ้าไปสองสามเม็ด และได้กินเหล้าขาว ทำให้ขาดสติ แต่ไม่คิดจะฆ่านักศึกษาหญิง เพราะสงสารจึงได้ปล่อยตัวไป”

       ด้านนักศึกษาสาวออกมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น หลายคนยังไม่ทราบข้อมูลหมดว่า เธอเดินไปสถานีตำรวจตอนตี 5 ด้วยสภาพที่สะบักสะบอม พร้อมเผยว่า  “ตอนนั้นหนูถูกไอ้ชิต สายเบิร์น กระชากขึ้นรถ และถอดเสื้อที่หนูสวมอยู่ออกมามัดมือมัดเท้า อุดปากหนูเอาไว้ หลังจากนั้นขับรถวนออกไปนอกเมืองสกลนคร ทำการข่มขืนหนูไป 4 ครั้ง ตอนนั้นหนูร้องไห้ไม่หยุด พยายามขัดขืนแต่นายชิตกลับต่อยท้องและขู่จะยิงให้ตายหาก กล้ามาขัดขืนมัน และช่วงที่ถูกกระทำนั้น นายชิดเหมือนเป็นพวกโรคจิต ซาดิสต์มาก ทำรุนแรงมาก ทำเหมือนไม่ใช่คนเลย ตอนนั้นหนูกลัวจริงๆ คิดว่าจะต้องตายแน่ ๆ แล้ว สภาพหนูตอนนี้บอกเลยว่าแย่มากๆ ตกใจกลัวและผวาที่สุด

       ต่อมา พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ณัฏฐ์ภาณพ วัชระเสวี ผกก.สภ.นามน พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.สส.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.ท.กฤษดา ขันโสดา รอง ผกก.สืบสวน สภ.นามน นายชนิพนธ์ สงวนสัตย์ นายอำเภอนามน พร้อมตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่สายตรวจ และกำลังทหารคุมตัวคนร้ายไปทำแผนตามคำรับสารภาพเริ่มตั้งแต่บริเวณสามแยกทางเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นจุดที่นายทิษณุขับรถกระบะแค็ปยี่ห้อโตโยต้า วีโก้สีดำ ทะเบียน บย 8560 ซึ่งเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุ  หลังจากเสพยาบ้า และดื่มสุรามาในรถ เพื่อตะเวนหาเหยื่อหมายจะฉุดไปข่มขืนพร้อมด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.     กระทั่งมาพบ 2 นักศึกษาชายและหญิงที่ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากปั้มน้ำมัน จึงขับตามพยายามปาดหน้าที่บริเวณหน้าฝรั่งรีสอร์ทแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากทั้ง 2 คน พยายามขี่รถหนี จนกระทั่งตามไปถึงบริเวณถนนสายโนนสำราญ-หนองน้อย หน้าวัดอรัญญิกาวาส หรือวัดบ้านหนองโพนสูง หมู่ที่ 13 ต.ยอดแกง อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ จอดติดไฟแดงอยู่จึงได้ขัดปาดหน้าจนรถจักรยานยนต์ล้มลง

     จากนั้นคนร้ายได้ไปจอดรถกระบะข้างทางก่อนใช้อาวุธปืนยิงนักศึกษาชายแล้วจี้บังคับให้นักศึกษาสาวขึ้นรถกระบะถอดเสื้อผ้ามัดมือและขืนใจถึง 3 ครั้ง ต่อจากนั้นขับรถขึ้นไปบนภูพานเพื่อเติมน้ำมันในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.สกลนคร และขับรถต่อไปยังจังหวัดสกลนคร แล้วทำการขืนใจนักศึกษาสาวอีก 1 ครั้ง ที่บริเวณริมถนนข้างทางพื้นที่ ต.ตาดโตน อ.เมือง จ.สกลนคร ก่อนที่จะปล่อยตัวให้นักศึกษาสาววิ่งลอดลวดหนาม โดยนับ 1-10 ให้โอกาสหนี  จากนั้นก็ได้ขับรถกลับไปพื้นที่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ จอดทิ้งไว้ที่บ้านและได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีขึ้นไปกบดานในป่ายางพาราจนกระทั้งเข้ามอบตัว  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา  นายทิษณุหรือชิตสายเบริน  7 ข้อหาหนัก ได้แก่ 1. พยามฆ่าผู้อื่น 2. ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการไม่กระทำการโดยมีอาวุธ 3. พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีเหตุอันสมควร 4. ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรืออยู่ในภาวะที่ไม่ขั

ขืนได้ พร้อมกับจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหาคือชิงทรัพย์ ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และกักขังหน่วงเหนี่ยว เนื่องจากคนร้ายได้เอาเงินผู้เสียหายไปด้วย

    ครับ...คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ..คนร้ายสุดอำมหิต ส่วนนักศึกษาชายที่ถูกยิง ขณะนี้ยังนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ซึ่งอาการดีขึ้นตามลำดับ เบื้องต้นทางมหาวิทยาลัยจะได้ออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด เนื่องจากมีประกันสุขภาพนักศึกษา ส่วนนักศึกษาหญิงนั้นขณะนี้ยังอยู่ในอาการหวาดผวาและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังเก็บตัวเงียบ มีเพียงบรรดาเพื่อนๆ คณะครู อาจารย์ และญาติที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และปลอบขวัญให้กำลังใจ แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องของภาครัฐเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือ หลังจากที่ต้องประสบเคราะห์กรรมตกเป็นเหยื่อของภัยของสังคม

 

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ช็อก!!?”ลูกชิ้นทอด” ไม้ เดียว 150 บาท

ช็อกหนัก!!? "แม่ค้าลูกชิ้นทอด" ขายไม้เดียว 150 บาท ชาวบ้านสงสัย แจ้ง ตำรวจไปดู เจอ เต็มๆแทบรับไม่ได้อย่างนี้ต้องจับ.??

ช่วงสายของวันที่ 16 ม.ค.61 ณ ร้านขายลูกชิ้นทอดตั้งอยู่บริเวณริมถนนแสงชูโตสายเก่า หมู่ที่ 2 ต.วังขนาย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี “ลูกชิ้นทอดร้อนๆคะๆ...เสียงของ น.ส.กันตาณัฏฐ์ หรือนา พิมพันดี อายุ 38 ปี แม่ค้าขายลูกชิ้นทอด ตะโกน ขายลูกชิ้น เพื่อเรียกลูกค้า ภายในร้านเพิงหมาแหงน” ชายหนุ่มคนหนึ่งมีนามว่า พ.ต.ท.ชนิตร วิโรจน์ศิริ สารวัตรสืบสวน สภ.ท่าม่วง นั่งอยู่ใกล้ๆร้านขายลูกชิ้น สายตาก็จับมองไปที่แพงลูกชิ้นมีทั้งลูกชิ้นไก่ ,หมู, เอ็นหมู,ในใจก็คิดว่า “น่ากินจัง”

        ฉบับพลันก็มีร่างของชายหนุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดตรงหน้าร้านพร้อมกับตระโกน “แม่ค้า..เอาลูกชิ้นสองไม้” ราคาเท่าไร.. “แล้วเคยชื้อเท่าไร”เสียงของน.ส.กันตาณัฏฐ์ สวนกลั..ก็ไม้ละ 150 บาท สองไม้ก็300 บาท.. “ก็ใช้นะชิ”..ไม่ลดเลยหรอ...ลูกค้าประจำกันอยู่...“ไม่ได้ของมาแพง” โอเค..เสียงของชายหนุ่มตอบตกลงก่อนหยิมลูกชิ้นใส่ถุง..แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว..ทุกอย่างอยู่ในสายตาของ พ.ต.ท.ชนิตร วิโรจน์ศิริ สารวัตรสืบสวน สภ.ท่าม่วง

          ณ สถานีตำรวจภูธรท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ขณะที่ พ.ต.ท.อาณุ ปิ่นทอง รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ท่าม่วง กำลังนั่งเซ็นงานอยู่ภายในห้อง..เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น.. ก๊อก ๆ “ขออนุญาต..ครับ..นาย.. “เชิญครับ..สารวัตร”..ร่างของ พ.ต.ท.ชนิตร ก็เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าของ ท่านรอง..ว่าไงครับมีอะไร...คืออย่างนี้ครับนาย..เรื่องที่ท่านรองให้ผมไปสืบดูว่าร้านขายลูกชิ้น..ที่อยู่ริมถนนแสงชูโตสายเก่า หมู่ที่ 2 ต.วังขนาย ที่มีพฤติกรรมแปลกๆขายลูกชิ้นสุดแพงไม้ละ 150 บาท ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้าน “ไปสืบดูแล้วเป็นอย่างไรบ้างสารวัตร”.. อย่างนี้นี้ครับ เท่าที่ผมได้ไปสังเกตการณ์และสืบหาข่าวจากคนแถวนั้น..ตอนที่ผมนั่งดูอยู่ก็เห็นมีวัยรุ่น และประชาชนทั่วไปเข้าไปชื้อลูกชิ้นกับแม่ค้าก็ขายไม้ละ 150 บาทจริง..แต่ที่หน้าแปลกใจไม่มีลูกค้าคนไหนโวยวาย...ว่าขายของแพงเลยครับ..ตรงกันข้าม..กลับขายดีเสียอีกครับ..

       พ.ต.ท.อาณุ ปิ่นทอง รองผู้กำกับสืบสวน มองหน้า พ.ต.ท.ชนิตร  สารวัตรสืบสวน แบบยิ้มๆ..พร้อมกับเอ๋ยว่า ดีมากสารวัตร..ที่ผมให้สารวัตรไปสืบสวนหาข่าวว่าร้านขายลูกชิ้นนั้นมีการขายไม้ละ 150 บาทจริงหรือไม่..เมื่อเป็นจริง..ก็แสดงว่าเบาะแสที่ชาวบ้านแจ้งมาเป็นจริงเพราะแม่ค้าขายลูกชิ้นทอดมีลักษณะพฤติกรรมแปลกๆคล้ายกับเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ด้วยการขายลูกชิ้นทอด 1 ไม้ ในราคาไม้ละ 150 บาทซึ่งมันผิดปกติ หากขายเกิดราคาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องมีชาวบ้านร้องเรียนมา และแจ้งไปที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แล้วแต่นี้เงียบกลับขายดีกว่าร้านอื่นๆถ้าไม่ใช้ขายยาบ้าแล้วจะขายอะไร...ใช้ลูกชิ้นทอดบังหน้าเพื่อขายยาเสพติดติดให้ลูกค้าได้ง่ายขึ้นและตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

      พ.ต.ท.อาณุ ปิ่นทอง รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ท่าม่วง จึงสั่งการว่า..สารวัตร..คุณเรียก..เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนมาประชุมเพื่อวางแผนทำการจับกุมแม่ค้ารายนี้ และลูกค้าที่มาชื้อลูกชิ้นให้ได้ผมมั่นใจว่าภายในลูกชิ้นจะต้องมียาบ้าซุกซ้อนอยู่ภายในอย่างแน่นอน.. “ครับท่านรอง”..

       ภายหลังจากประชุมวางแผนเสร็จแล้วโดยการนำของ พ.ต.ท.อาณุ ปิ่นทอง รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ท่าม่วง   พ.ต.ท.ชนิตร วิโรจน์ศิริ สารวัตรสืบสวน สภ.ท่าม่วง  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้นำกำลังไปซุ่มโป่งอยู่ห่างจากร้านประมาณ 40 เมตร   “สารวัตร..ครับ..มีลูกค้าเข้าไปที่ร้านขายลูกชื้นแล้วครับ..เป็นชาย 1 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาซื้อลูกชิ้นทอด" เสียงรายงานจากนายดาบให้สารวัตรทราบ..ชายคนดังกล่าวคือนายทัศนะ หรือทัด ทับบุรีผมจำได้แม่นยำครับ...เพราะมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด..อย่างนั้นเรารีบแสดงตัวเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมเลย...สิ้นเสียงของสารวัตร..ตำรวจฝ่ายสืบสวนทั้งหมดต่างวิ่งกรูเข้าไปยังหน้าร้านขายลูกชิ้นทอดพร้อมกับแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ.. “หยุดนะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ”

        ระหว่างนั้นนายทัศนะ หรือทัด ได้นั่งค่อมรถจักยานยนต์อยู่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจวิ่งเข้ามาหมายที่จะจับกุมตัวเองจึงได้เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปทางถนน เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามไปอย่างกะชันชิดจนสามารถจับกุมตัวเอาไว้ได้  และจากการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 3 เม็ด อยู่ในถุงไส้กรอกทอด จึงได้ควบคุมตัวเอาไว้พร้อมของกลาง   อีกด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการจับกุมตัว น.ส.กันตาณัฏฐ์ หรือนา แม่ค้าขายลูกชิ้นทอดไว้ได้เช่นเดียวกัน

      น.ส.กันตาณัฏฐ์ หรือนา ให้การรับสารภาพว่า  "หนูได้รับยาบ้ามาขายโดยสอดใส่อยู่ในลูกชิ้นและลูกค้าที่มาชื้อก็จะรู้กันว่าลูกชิ้น 1 ไม้มียาบ้า 1 เม็ด ในราคา 150 บาทคะ"   หลังจากนั้น น.ส.กันตาณัฏฐ์ หรือนา ได้นำยาบ้าที่ซุกซ่อนเอาไว้ภายในถังขยะ จำนวน 19 เม็ด ออกมาส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับเงินสดที่ได้จากการจำหน่ายยาบ้าให้กับนายทัศนะ หรือทัด จำนวน 460 บาท พร้อมกับยอมรับสารภาพว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตัวเองจริง

     พ.ต.ท.อาณุ ปิ่นทอง รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ท่าม่วง  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน จึงได้แจ้งข้อหาน.ส.กันตาณัฏฐ์ หรือนา มียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และนายทัศนะ หรือทัด ว่ามียาบ้าไว้ในครอบครอง และนำตัวไปสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อที่จะขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ก่อนที่จะส่งตัวทั้ง 2 คนให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

โดย..โรจน์..ปากน้ำโฟ

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

“เจาะลึก..แฟ้มคดี “อาชญากร”

     ย้อนกลับไปเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.ช่วงหัวค่ำของวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุ คนร้าย 3 คนใช้อาวุธปืนบุกปล้นร้านทองชื่อร้านห้างทองตำหนักทอง 5 ตั้งอยู่ภายในห้างโลตัสชลบุรี ถนนสุขุมวิท หมู่ 1 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยคนร้ายได้ทองคำรูปพรรณน้ำหนักประมาณ 600 บาทคิดเป็นเงิน กว่า 20 ล้านบาท ถือว่าเป็นการปล้นร้านทองที่อุกอาจที่สุด เพราะมีประชาชนนับร้อยคนเดินจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าอยู่ภายในห้างฯ

       นอกจากนี้ยังมีพยานมากมายเห็นเหตุการณ์ ทั้งพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล ข้อสำคัญ ได้ทะเบียนรถ จักรยานยนต์ทั้ง 2 คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ซึ่งพฤติกรรมของคนร้ายที่กระทำในวันนั้นคือ 3 คนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมอาวุธครบมือเข้าปล้นร้านห้างทองตำหนักทอง 5 นั้นร้านทองได้เปิดขายตามปกติ และมีลูกค้าจำนวนมาก เลือกซื้อทองรูปพรรณกันอยู่ คนร้ายยิงปืนขึ้นฟ้าจนฝ้าเพดานทะลุ พร้อมประกาศเสียงดัง “อย่าขัดขืนไม่งั้นตาย” ขณะนั้นทุกคนต่างวิ่งหลบหนีออกจากร้านกันแทบไม่ทัน ปล่อยให้พนักงานในร้านยืนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความกลัว แต่ที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นคือ คนร้ายใช้ปืนจ่อหัวพนักงานบังคับให้บอกที่เก็บเงิน โดยคนร้ายใช้เวลาในการก่อเหตุได้ถึง 2 นาที แล้วหลบหนีไปพร้อมทองคำรูปพรรณน้ำหนักประมาณ 600 บาท

        หลังเกิดเหตุ  พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ดูแลงานป้องกันและปราบปราม พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำให้ นายวิสูตร คำเงิน ผู้จัดการร้านห้างทองตำหนักทอง 5  “มั่นใจว่าตำรวจจะต้องตามจับคนร้ายได้ในเร็ววัน”  ถึงกับตั้งรางวัลนำจับให้กับผู้แจ้งเบาะแสคนร้ายถึง 3 แสนบาท จากวันนั้นจนถึงวันนี้วันที่ 24 ธ.ค.60 เป็น 1 เดือนเต็ม ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ราวกับไฟไหม้ฟางรามไปแล้วก็มอดดับเหลือแต่ขี้เถ้ารอวันให้ลมพัดเป่าให้จางหายไป

       ทำให้ประชาชนและสังคมหวาดผวากับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อมันเกิดแล้วจับไม่ได้ ไม่มีการชี้แจงให้ประชาชนทราบ..หรือจะปล่อยให้มันเงียบหายไปตามการเวลา เมื่อนักข่าวถาม “วันนี้คดีนี้ ไปถึงไหน” ก็เจอแต่คำตอบแบบเติมๆ “ให้ตำรวจทำงานก่อน” ฟังจนชิน.. “มีอะไรบ้างภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”      

    มาถึงวันนี้ ตำรวจพื้นที่เกิดเหตุ, ตำรวจสืบสวนจังหวัดชลบุรี,ตำรวจสืบสวนภูธร ภาค 2 ,ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, จะว่าไงครับ..ล้วนเป็นคำถาม จากสังคมและประชาชน ทั้งสิ้นที่อยากรู้..ครับ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  “ฉลามตาฟาง” คงต้องเปลี่ยนเป็น “ฉลามไร้เขี้ยว” หรือจะปล่อยให้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องลงมาสืบสวนสอบสวนจับกุมคนร้ายเสียเอง แล้วอย่างนี้จะมีผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เอาไว้ทำไม..??

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

อุทาหรณ์.! คนหัวร้อน..?

     เห็นคนไทยหลายคนไม่รู้เป็นอะไรขับรถเหมือนกับหาที่ระบายความเครียดจะบีบแตรเตือนก็ไม่ได้ ต่างประเทศหรอบีบไปเถอะบีบเท่าไรก็ไม่มีเรื่อง ส่วนพี่ไทยถ้าใครขับไม่ถูกใจตัวเองอาจจะแช่ขวา ปาดหน้า เบรก เพื่อสั่งสอน ทำไมหลายคนถึงหัวร้อนไม่เข้าใจก็แค่ขับรถ และการใช้รถใช้ถนนทุกวันนี้นอกจากจะระมัดระวังไม่ให้ไปเฉี่ยวชนกับใครแล้ว ยังต้องรู้จักระงับอารมณ์ ไม่ให้ความโกรธทำให้ขาดสติ ไม่เช่นนั้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ “เจาะลึกแฟ้มคดีอาชญากร” จะพาท่านย้อนกลับไปคดีของนายสุเมธ รุ่งรัตนพันธุ์ อายุ 28 ปี เจ้าของห้างทอง 99 ย่านตลาดวัดชัยมงคล กับนายเจอร์ราร์จ โคลินส์ อายุ 72 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ที่บานปลายเป็นคดีร้ายแรงจากการขับรถเฉี่ยวชนกันเพื่อเป็นอุทาหรณ์

       ช่วงบ่ายของวันที่ 11 ต.ค.60 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งจากนายสุเมธ รุ่งรัตนพันธุ์ อายุ 28 ปี เจ้าของห้างทอง 99 ย่านตลาดวัดชัยมงคล ว่าถูกฝรั่งใช้มีดอีโต้ไล่ฟัน และขับรถพุ่งชนได้รับบาดเจ็บก่อนจะหลบหนีมา อยู่บริเวณหน้าโรงเรียนอักษรศึกษา ในซอยกอไผ่ พัทยาใต้  จ.ชลบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาถึง นายสุเมธ ก็มายืนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา  นายสุเมธ ได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “คุณตำรวจช่วยตามหาชายชาวต่างชาติคู่กรณีให้ผมหน่อยคือย่างนี้ครับ..ผมขับรถเก๋งฮอนด้า บริโอ สีขาว ทะเบียน กย 4422 ชลบุรี ออกไปทำธุระนอกร้าน จนมาถึงปากซอยกอไผ่ เห็นชายชาวต่างชาติขับรถเก๋งนิสสันเอ็นวี สีบรอนซ์ ทะเบียน บห 1152 ชลบุรี อยู่ข้างหน้าและเปิดไฟเลี้ยวขวา ผมจึงขับแซงซ้ายทำให้รถเบียดกันเล็กน้อยจึงได้จอดรถเพื่อเจรจา แต่แทนที่จะพูดคุยกันดีๆ ปรากฏว่าชายต่างชาติได้ลดกระจกรถลงแล้วตะโกนด่าให้ของลับ พร้อมกับท้าทายให้ลงมาจากรถ พอผมลงไปชายคนดังกล่าวได้เปิดฝาท้ายรถเก๋งของตัวเอง แล้วหยิบมีดอีโต้ออกมาไล่ฟันที่แขนซ้ายและแขนขวาจนเลือดออกได้รับบาดเจ็บผมจึงรีบวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต”

 

      นายสุเมธ บอกต่อมา คุณตำรวจ..คิดดูนะครับ..ขนาดผมวิ่งหนีไปแล้วแทนที่ชายต่างชาติจะเลิกกลับหันมาใช้มีดฟันใส่รถของผมอีก จนกระจกหลังและกระจกประตูรถทั้งสองด้านแตก แล้วจึงเดินไปขึ้นรถขับรถพุ่งเข้าชนใส่ผมอีกตอนนั้นผมอยู่กลางถนนจนกระเด็นตัวลอยกระแทกกระจกรถก่อนร่วงลงมากระแทกพื้น จากจนได้รับบาดเจ็บอีกแล้วชาวต่างชาติก็ขับรถหนีไป ผมเลยรีบขับรถไล่ตามจนเห็นรถของคู่กรณีขับเข้ามาในโรงเรียนอักษรศึกษา ในซอยกอไผ่ พัทยาใต้ จึงโทรศัพท์แจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว

     หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทราบเรื่องจึงแจ้งไปยัง ร.ต.อ.นครราช นนสีลาด  รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา ร้อยเวรให้ทราบเรื่อง และพากันเดินหาคู่กรณี โดยใช้เวลาไม่นานก็พบฝรั่งคนดังกล่าวยืนอยู่ข้างรถเก๋งนิสสัน เอ็นวี สีบรอนซ์ ทะเบียน บห 1152 ชลบุรี เพื่อมารอรับลูกเลิกเรียนสภาพรถกระจกหน้าแตกตำรวจได้สอบสวนทราบชื่อคือ นายเจอร์ราร์จ โคลินส์ อายุ 72 ปี สัญชาติออสเตรเลีย  แต่ในระหว่างที่ตำรวจกำลังสอบถามข้อมูลอยู่นั้น นายสุเมธกับภรรยาที่ตามมาดูเหตุการณ์และอุ้มลูกน้อยวัยขวบเศษพร้อมกับถ่ายคลิปวิดีโอ ได้เดินเข้ามาคุยกับนายเจอร์ราร์จเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งคู่โต้เถียงกันจน นายสุเมธ ระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ปรี่เข้ามาชกนาย เจอร์ราร์จ 1 หมัด จนหลับกลางอากาศล้มทั้งยืน ท่ามกลางสายตาของเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่ไปรับบุตรหลานนับร้อยคน จนพากันแตกตื่น

      ทันทีที่เหตุการณ์นายสุเมธชกนายเจอร์ราร์จจนสลบถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคลิปเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ได้จากกล้องหน้ารถ เป็นภาพขณะนายเจอร์ราร์จ จอดรถลงมาหยิบมีดอีโต้ท้ายรถเดินไปหานายสุเมธ จากนั้นก็เกิดชุลมุนขึ้น จากนั้นเจ้าตัวก็กลับมาขึ้นรถขับออกไปอย่างเร็ว ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ชนนายสุเมธจนกระเด็น

       หลังนายเจอร์ราร์จ โคลินส์ ถูกห้ามส่งโรงพยาบาลทำบาดแผลที่ใบหน้าเรียบร้อยแล้วก็เข้าพบ ร.ต.อ.นครราช  นนสีลาด  รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา  พร้อมภรรยาชาวไทย เพื่อให้ปากคำ นายเจอร์ราร์จเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุผมได้ขับรถมาตามถนนเทพประสิทธิ์ จนมาถึงสี่แยกซอยกอไผ่ จึงชะลอรถเพื่อรอเลี้ยวเข้าซอยระหว่างนั้นนายสุเมธซึ่งขับรถสวนทางมาก็ชะลอรถเพื่อเลี้ยวเข้าซอยเดียวกัน ตอนแรกผมก็โบกมือทำสัญญาณให้นายสุเมธไปก่อน แต่น่าจะเกิดการเข้าใจผิด ทำให้คิดว่าผมให้ของลับ เลยขับรถตามปาดหน้าและแกล้งเบรกกะทันหันอยู่ตลอดทางกระทั่งถึงจุดเกิดเหตุ

      นายสุเมธ จอดรถกลางถนนแล้วเปิดประตูลงมาทำท่าจะเข้ามาทำร้ายผมจึงรีบไปหยิบมีดอีโต้ที่มีไว้ทำสวนตัดแต่งกิ่งไม้ในบ้านออกมาเพื่อป้องกันตัว ไม่ได้มีเจตนาจะเอาไปทำร้ายนายสุเมธแต่อย่างใด ในส่วนของคลิปวิดีโอที่นายสุเมธได้มาจากพลเมืองดี และมีการเผยแพร่ออกไปในโลก โซเชี่ยล จนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผมขับรถพุ่งชนนั้นไม่เป็นความจริง นายสุเมธเป็นคนกระโดดเข้ามาขวางรถผมเอง ส่วนบาดแผลที่พบบริเวณศอกซ้ายและขวาของนายสุเมธนั้น เป็นบาดแผลที่เกิดจากถูกเศษกระจกหน้ารถของผมบาดขณะที่พุ่งตัวมาใส่รถจนทำให้กระจกแตก..

      ครับ..งานนี้ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก..ก็ต้องไปพิสูจน์กันเอาในชั้นศาลแต่ที่แน่ๆ หลังสอบสวนทั้งสองฝ่าย ร.ต.อ.นครราชไ ด้แจ้งข้อหา “พยายามฆ่า” กับนายเจอร์ราร์จ โดยเจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวจำนวน 200,000 บาท ออกไป เพื่อขอต่อสู้คดีในชั้นศาล ขณะที่นายสุเมธคู่กรณีถูกแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ”ด้วยเช่นกัน..นี้เป็นอุทาหรณ์ทั้งสองฝ่ายอย่าหัวร้อนกันนะครับ..เรื่องเล็กๆจะกลายเป็นใหญ่...

 

recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ย้อนรอย!รวบแก๊งตำรวจ-ทหาร อุ้มรีดนักธุรกิจชาวจีน

กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง ทุกฉบับ ทีวี ทุกช่อง ยิ่งออนไลน์ ไม่ต้องพูดถึง เมื่อ “เดอะโจ๊ก”บุกรวบแก๊งตำรวจ-ทหาร อุ้มรีดทรัพย์นักธุรกิจชาวจีน 20 ล้านบาท แถมแก๊งนี้ตำรวจคาดว่าก่อคดีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10ครั้ง ในพื้นที่ สน.โคกคราม สน.วังทองหลาง สน.ห้วยขวาง สภ.เมืองพัทยา
1 2