recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

ย้อนรอย!รวบแก๊งตำรวจ-ทหาร อุ้มรีดนักธุรกิจชาวจีน

กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง ทุกฉบับ ทีวี ทุกช่อง ยิ่งออนไลน์ ไม่ต้องพูดถึง เมื่อ “เดอะโจ๊ก”บุกรวบแก๊งตำรวจ-ทหาร อุ้มรีดทรัพย์นักธุรกิจชาวจีน 20 ล้านบาท แถมแก๊งนี้ตำรวจคาดว่าก่อคดีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ในพื้นที่ สน.โคกคราม สน.วังทองหลาง สน.ห้วยขวาง สภ.เมืองพัทยา
    ณ ห้องทำงานของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่ใครๆเรียกว่า “ผู้การโจ๊ก” ผบก.สปพ.หรือ 191 ได้เรียก พ.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบก.สปพ.เข้ามาพบที่ห้องทำงาน.. ภายในห้องมี นายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ และนายสุรชัย แซ่ย่าง สองนักธุรกิจชาวจีน..นั่งอยู่ภายในห้องด้วย ผู้การโจ๊ก ได้แนะนำให้ พ.ต.อ.สำราญ รู้จักพร้อมกับ พูดว่า “ท่านรอง...นี้คุณทรงศักดิ์ และคุณสุรชัย เป็นผู้เสียหาย เนื่องจากว่าทั้งสองท่านนี้ ได้เข้าร้องร้องทุกข์ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ว่า ตัวเองได้ถูก คนร้ายอ้างตัวเป็นตำรวจและทหาร อุ้มไปรีดทรัพย์..ทางท่านรองนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการมาทางผม..ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง..จึงได้เชิญท่านรองมาช่วยกันปรึกษาวางแผนในการสืบสวนเรื่องนี้

     พ.ต.อ.สำราญ จึงได้สอบภาม ผู้เสียหายทั้งสองคนว่า “ขอโทษนะครับ..เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร..ครับ..นายทรงศักดิ์  ได้กล่าวว่า.. “คืออย่างนี้ครับ.. เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12.00 น.ได้มีกลุ่มคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์แต่งชุดลายพรางทหาร 4 คน และแต่งนอกเครื่องแบบอีก 5 คนรวม 9 คน บุกเข้ามาที่ บริษัทคันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด ซอยนวลจันทร์ 34 เขตบึงกุ่ม กทม.ซึ่งเป็นบริษัทของคุณสุรชัยและผมเป็นหุ่นส่วนกัน..ทำเกี่ยวกับบริษัทสายการบิน เมื่อกลุ่มคนร้ายเข้ามาหนึ่งในนั้น..ก็อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสังกัด 191 ส่วนที่เหลือก็เป็นตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ทหาร ขอเข้าตรวจค้นบริษัท เกี่ยวกับความมั่นคงโดยไม่มีหมายค้น เมื่อเราเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ และมีทหารมาด้วยก็เลยให้ตรวจค้น ขณะเดียวกันนายสุรชัย แซ่ย่าง เจ้าของบริษัท  ก็อยู่ด้วย จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้แสดงเอกสารทะเบียนราษฎร และบัตรประชาชนของนายสุรชัย บอกว่า..นายสุรชัย ทำเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนปลอม ต้องนำตัวไปพบผู้บังคับบัญชา ที่ กอ.รมน.ดอนเมือง จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้พาผมทั้งสองคนขึ้นรถยนต์ เล็กซัส ทะเบียน วฉ 1100 กทม.นั่งมาด้วย…ขณะนั่งอยู่ในรถก็มีคนขับรถเป็นล่ามพูดภาษาจีนและมีชายใส่เครื่องแบบทหารนั่งประกบอยู่ด้านหน้ารถ  แต่นายสุรชัย กลัวไม่ปลอดภัยก่อนที่จะออกมาจากบริษัทฯ จึงแจ้งให้นายจีราวัฒน์ ลลิตนาถสิริ พนักงานในบริษัทฯขับรถตามมาด้วย

      กลุ่มคนร้ายได้นำเราทั้งสองคนเข้าไปในโรงเรียนดอนเมืองจตุรจินดา แขวง-เขต ดอนเมือง กรุงเทพฯ เมื่อไปถึงโรงเรียนพบชายอีกคน..อ้างเป็นนายทหารยศ พล.ต. นายพล คนดังกล่าวสอบถามนายสุรชัยว่า ได้บัตรประชาชนมายังไง  จากนั้น พล.ต. คนดังกล่าว  ก็เดนออกจากห้องไปนั่งรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต สีดำ ไม่ทราบทะเบียน ขับออกไปจากโรงเรียนไป หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายได้บอกกับนายสุรชัย ว่านาย..ต้องการค่าคุ้มครอง 20 ล้านบาท แต่นายสุรชัย ต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท เมื่อตกลงกันได้ นายสุรชัย จึงให้นายจีราวัฒน์ พนักงานบริษัทฯที่ขับรถตามมาด้วย นำเงินสดไปจ่ายให้กับนายใหญ่ คนหนึ่งในกลุ่มคนร้ายที่ ปั๊ม ปตท. ข้างๆ ร้านเจ๊เล้ง ถนนวิภาวดี-รังสิต จำนวน 1 ล้านบาท  หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ปล่อยตัว ผมทั้งสองคนออกมา

        นายทรงศักดิ์ กว่าต่ออีกว่า..ต่อมาวันที่ 17 ก.ค.60 กลุ่มคนร้ายก็ได้โทรมาและสั่งให้นายจีราวัฒน์ โอนเงินให้อีกจำนวน 1 ล้านบาทในส่วนที่เหลือ เข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งชื่อบัญชี นายโอภาส ศรียา หน้าจะเป็นหนึ่งในคนร้าย นอกจากนี้คนร้าย..ยังได้ย้อยกลับมาเอาตัว ซีพียู ของกล้องวงจรปิดที่บริษัทไปด้วย หลังเสียเงินไปแล้ว..แต่พวกผมกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากว่ากลุ่มคนร้ายอ้างตัวเป็นทหารและตำรวจ จึงได้มาร้องทุกข์กับรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องก็เป็นแบบนี้ละครับท่านรอง..หลังพ.ต.อ.สำราญ ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงได้เอยถาม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์..เอาอย่างไงต่อครับนาย..ผู้การโจ๊ก..จึงสั่งการ..ให้ พ.ต.อ.สำราญ..ไปทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหากเป็นเรื่องจริง..ให้ดำเนินการติดตามจับกุมกลุ่มแก๊งคนร้ายเหล่านี้ที่อ้างตัวเป็นทหารและตำรวจ..มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

      หลังได้รับคำสั่ง พ.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบก.สปพ.ก็ได้ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์ดังกว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงและใครคือกลุ่มคนร้าย..เวลาผ่านไป 5 วัน พ.ต.อ.สำราญ ได้กลับมารายงานให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ทราบว่า..“ท่านผู้การ..ครับ..เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง คืออย่างนี้ครับ..วันเกิดเหตุ มีกลุ่มชายแต่งชุดลายพรางทหารจำนวน 4 นาย และแต่งกายนอกเครื่องแบบ จำนวน 5 คน รวม 9 คน บุกรุกเข้ามาทางประตูหน้าบริษัท อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสังกัด กอ.รมน. อุ้มตัวผู้เสียหายทั้งสองคนไปเรียกค่าคุ้มครอง 20 ล้าน แต่นายสุรชัย ต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท ได้มีการจ่ายเงินกันจริงครับ..เหตุเกิดในท้องที่ สน.โคกคราม และตอนนี้ได้ให้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน เป็นตำรวจ 1 คน ทหาร 5 คน พลเรือน 4 คน..แล้ว..ครับ..พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  จึงถามกลับไปว่า..แล้วรู้ไหม..? พวกมันหลบหนีไปซอนตัวอยู่ที่ไหน. “รู้ครับ..หลบหนีไปจังหวัดนครราชสีมา..ครับ”..อย่างนั้นให้รีบนำดำการติดตามจับกุมตัวมาโดยด่วน..เพราะเรื่องนี้ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี..ให้ความสนใจมาก..“รับทราบครับ...ท่าน”

        และแล้ว..พ.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบก.สปพ.ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง..เมื่อวันที่ 9 ส.ค.60ที่ผ่านมา ได้นำกำลังออกติดตามจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมด 8 คน ประกอบไปด้วย นายโอภาส ศรียา ผู้รับโอนเงิน พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. นายโก๊ะ เต็กชวน ชาวสิงคโปร์และทหารสังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ 4 นาย คือ จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ จ.อ.อภิวัฒน์ ศรีนะพรม จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี และ จ.อ.ทรงวุฒิ เทเที่ยงธรรม  เบื้องต้น แจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานและกรรโชกทรัพย์ หลังผู้ต้องหาถูกจับกุมได้แล้ว 8 คน พล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ก็เป็นหนึ่งที่ถูกผู้เสียหายกล่าวหา..จึงได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.โคกคาม ให้การว่า วันนั้นลูกน้องเก่ายศนายสิบ ที่ออกจากราชการไปแล้ว และไม่ได้เจอกันนาน พานายทรงศักดิ์กับนาย สุรชัย มาพบ ซึ่งผมก็ได้พูดคุยแค่ 3 นาทีเท่านั้น พอมีข่าวออกมาว่าผมไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์นี้ด้วย..?  ผมก็รีบพูดคุยกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.ทันที...พร้อมกับปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยืนยันว่าถูกแอบอ้าง ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด 

      ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บอกว่าต้นสังกัดของกลุ่มคนร้ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหมดแล้ว  ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางวินัยและทางอาญากับกลุ่มผู้ก่อเหตุ และจากการตรวจค้นภายในบ้านของกลุ่มคนร้ายไม่พบหลักฐานอะไรเพิ่มเติม เบื้องต้น กลุ่มผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวไป 5 คน เหลืออีก 3 คน ซึ่งมีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน ประกอบด้วย นายโอภาส ศรียา ผู้รับโอนเงิน พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. และนายโก๊ะ เต็กชวน ชาวสิงคโปร์ ส่วนชายที่อ้างตัวเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบสังกัด 191คือ พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ จากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่าผู้ต้องหาขบวนการนี้..มีการก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 คดี พบข้อมูลหลักฐานชัดเจนแล้ว 4-5 คดี และมีผู้เสียหายส่วนหนึ่งเริ่มทยอยเข้ามาให้ปากคำที่ สน.โคกคราม แล้ว  ฝากถึงผู้เสียหายที่ยังไม่เข้าแจ้งความ ขอให้ไปดูตัวผู้ต้องหาได้ที่ สน.โคกคราม เพื่อจะได้แยกดำเนินคดีผู้ต้องหากลุ่มนี้ในลักษณะต่างกรรมต่างวาระต่อไป ในส่วนของผู้เสียหายที่มาให้ปากคำแล้วระบุว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจชาวจีน สามีถูกจับกุมในข้อหาปลอมบัตรประชาชนที่ สน.ลาดพร้าว เมื่อกลางเดือน เมษายน 2557 ถูกหลอกเสียเงินไปกว่า 4 ล้านบาท มีการนัดจ่ายเงินที่โรงแรม ทาว อิน ทาวน์ พื้นที่ สน.วังทองหลาง อีกรายก็เป็นชาวจีนเช่นเดียวกัน ต้องการมีบัตรประชาชนไทย ถูกหลอกให้จ่ายเงินไป 7 แสน 5 หมื่นบาท เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 พื้นที่ สน.ห้วยขวาง ซึ่งทั้งสองคดีได้ประสานให้พนักงานสอบสวนของทั้ง 2 สน. รับผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้ในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นชาวจีนอีก 2 ราย เปิดร้านนวดในพัทยา และถูกเรียกค่าคุ้มครองไปกว่า 10 ล้านบาท และยังมีข้อมูลว่ามีความเกี่ยวพันกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบย่านดอนเมืองอีกด้วย

     สำหรับพฤติกรรมของขบวนการนี้จะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือนักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวชาวจีนที่มาลงทุนในประเทศไทย มักใช้อุบายหลอกเข้าตรวจสอบบริษัทว่ามีการจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ และทำทีตรวจสอบบัตรประชาชน โดยมี นายโก๊ะ เต็ก ชวน ผู้ต้องหาชาวสิงคโปร์ ทำหน้าที่เป็นผู้หาเหยื่อ

       ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มรีดค่าไถ่นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าผิดก็ต้องจับกุม เพราะทหารจะทำความผิดและทำทุจริตไม่ได้ ยืนยันว่าทางกองทัพไม่มีการให้ความช่วยเหลือ หากผิดให้ดำเนินการเต็มที่ตามกฎหมายทั้งคดีอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เป็นทหารจะไปอุ้มใครไม่ได้ผิดกฎหมาย....!!!