recommendคอลัมน์

ยุบ“ไทยรักษาชาติ” พรรคไหน“ส้มหล่น”

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์พิพากษายุบ “พรรคไทยรักษาชาติ” ก็ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองนี้น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุสั้นที่สุดคือ เพียง 5 เดือนเท่านั้น ที่ต้องมีอันสิ้นสุดลงตามคำพิพากษา

ถ้าจะกันถึงพรรคไทยรักษาชาติ ถือเป็นการเปลี่ยนชื่อมาจากพรรคเดิมคือ “พรรคไทยรวมพลัง” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งพรรคไทยรวมพลังก็เปลี่ยนชื่อมาจาก “พรรครัฐไทย” ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2552

สำหรับชื่อย่อของพรรคนี้ “ทษช.” ถูกมองว่าเป็นชื่อย่อที่ล้อไปกับชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มีการวางจุดขายของพรรคว่าเป็นพรรค “คนรุ่นใหม่” โดยวางนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นคนใน “ตระกูลชินวัตร” และคนใกล้ชิดมาเป็นกรรมการบริหารพรรค

จากนั้นแกนนำจาก “พรรคเพื่อไทย” ส่วนหนึ่งก็ย้ายมาอยู่กับพรรคนี้ และที่สำคัญเป็นที่สุดก็คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และแกนนำ “คนเสื้อแดง” ที่นำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งใครที่ติดตามการเมืองมาตลอดจะรู้ดีว่าการยุบพรรคไทยรักษาชาตินี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของคอการเมือง

โดยก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็น “พรรคเพื่อไทย” ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกยุบพรรคและมีประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “อดีตนายกฯทักษิณ” เข้ามาครอบงำพรรคหรือไม่ แต่สุดท้าย “อุบัติเหตุทางการเมือง” กลับมาเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ

มาถึงวันนี้ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วว่า “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้เกมการเมือง ที่พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบจากกติกาการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่อาจจะทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” เลย หรืออาจจะได้น้อยมาก โดยใช้ยุทธศาสตร์แยกตัวออกมาเป็นพรรคใหม่ ที่ถูกเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ “แตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย” เพื่อส่งลงในเขตที่พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ชนะเลือกตั้ง รวบรวมคะแนนไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทดแทนกัน คล้ายเป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา

“พรรคพี่กับพรรคน้อง”

เมื่อพรรคไทยรักษาชาติมามีอันต้องถูกยุบ จึงเหมือนขาข้างหนึ่งพิการ ถึงแม้นักวิเคราะห์การเมืองจะมองตรงกันว่าผลการเลือกตั้งโดยรวมในสภาพที่การเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายคสช.” และ “ฝ่ายต่อต้านคสช.” จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังน่าสนใจว่าคะแนนของผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคไทยรักษาชาตินี้จะหับไปเลือกพรรคใด

สำหรับส่วนซีกของพรรคเพื่อไทยน่าจะไม่ได้คะแนนในส่วนนี้ หรือถ้าได้ก็น้อยมาก เพราะเขตเลือกตั้งส่วนใหญ่ที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ดูจากตัวเลขผู้สมัคร ส.ส.เขตทั้งหมด 350 เขต พรรคเพื่อไทยส่ง 250 เขต และพรรคไทยรักษาชาติส่ง 176 เขต ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ซ้ำกัน

  หากมาย้อนดูจากจุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรค มีการมองกันว่ายังมีหลายพรรคการเมืองที่มีจุดยืนใกล้เคียงกับพรรคไทยรักษาชาติ และคาดว่าผู้สนับสนุนพรรคนี้จะหันไปเลือก ไม่ว่าจะเป็น

“พรรคเพื่อชาติ-พรรคอนาคตใหม่-พรรคเสรีรวมไทย”

   จากการสอบถามกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติก็ให้คำตอบในทำนองเดียวกันว่า หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบพวกเขาก็จะไปเลือกพรรคการเมืองที่พวกเขามองว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกัน

   อีกทั้งแหล่งข่าวจากพรรคไทยรักษาชาติ ก็เชื่อเหลือเกินว่า พรรคที่จะได้คะแนนส่วนนี้ไปมากที่สุดคือ “พรรคอนาคตใหม่” ที่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค เพราะมีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนมากที่สุด รองลงมาคือ “พรรคเพื่อชาติ” ที่มี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย คำถามใหญ่ที่มีการตั้งวงสนทนากันในทุกวันนี้ก็คือ หลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนจากผู้ที่เคยคิดจะเลือกพรรคนี้ ที่มีการคาดการณ์กันว่าอาจจะได้ ส.ส. 30-40 ที่นั่ง ซึ่งถ้าคำนวณเป็นคะแนนเสียงก็อาจจะมากถึง 2 ล้านเสียง จะไปตกอยู่กับพรรคไหน

“ทีมข่าวการเมือง”ของ “ข่าวเจาะลึกทันเหตุการณ์” ได้มีการเจาะลึกในเบื้องต้นด้วยการสอบถามผู้คนที่มีสิทธิ์หย่อนบัตรเลือกตั้ง รวมไปถึงนักวิเคราะห์การเมือง ต่างมองตรงกันว่า ยังไงคะแนนส่วนนี้ก็ไม่สวิงไปเลือกอีกฝ่าย คือ “ฝ่ายที่สนับสนุนคสช.” อย่างแน่นอน

เมื่อมองเข้าไปในรายละเอียดจะพบว่ามีหลายพรรคที่มีจุดยืนใกล้เคียงกับพรรคไทยรักษาชาติ คืออยู่ “ฝ่ายตรงข้ามคสช.” ก็มีอยู่หลายพรรคเช่นกัน

มาตรงวันนี้ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยโอกาสที่จะได้คะแนนส่วนนี้ไปมีน้อยมาก เนื่องจากการส่งผู้สมัครเขตของพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติส่วนใหญ่จะไม่ซ้ำพื้นที่กัน โดยในจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคไทยรักษาชาติส่งทั้งหมด 174 เขต จะเน้นส่งผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง

ขณะที่เพื่อไทยจะเน้นส่งที่ภาคอีสานและภาคเหนือเป็นสำคัญ ส่วนภาคกลางและภาคใต้จะส่งผู้สมัครน้อย ด้วยกติกาการระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ดังนั้นหากเขตใดไม่มีผู้สมัครของพรรคที่ต้องการจะเลือกก็จะไม่สามารถลงคะแนนให้พรรคนั้นได้ เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ เขตใดที่ไม่มีผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยลงสมัครจึงจะเลือกพรรคเพื่อไทยไม่ได้

ส่วนพรรคอื่นที่คาดกันว่าจะสามารถดึงคะแนนจากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติแบบได้ไปเต็มๆก็คือ “พรรคเพื่อชาติ-พรรคอนาคตใหม่-พรรคเสรีรวมไทย-พรรคประชาชาติ” นั่นเอง

จากสำรวจตรวจสอบข้อมูลการส่งผู้สมัครของทั้ง 4 พรรค ก็พบว่าทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคเสรีรวมไทย ส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต พรรคเพื่อชาติส่งไม่ครบแต่ก็ขาดไปเพียงเขตเดียว ส่วนพรรคประชาชาติส่งผู้สมัคร 212 เขต

ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้เอง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติจึงบอกว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนมาลงคะแนนโหวตโนตามที่มีกระแสข่าวออกมา เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติจะไปเลือกพรรคใดข้างต้น ก็ถือว่าไม่เสียหาย เพราะเมื่อไปรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะอยู่ในฝ่ายเดียวกัน คือที่พวกเขาเรียกว่าเป็น

ฝ่ายประชาธิปไตย

จากการสำรวจท่าทีของพรรคที่อยู่ในฐานะจะได้ผลบวกจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ มีท่าทีที่น่าสนใจจาก พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อชาติ ที่มีการแถลงข่าวแทบจะทันทีภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

โดยพรรคเพื่อชาติแถลงแสดงความห่วงใยและเสียใจการยุบพรรคพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกับตอกย้ำว่าพรรคเพื่อชาติเป็นพรรคที่อยู่ในฝั่งประชาธิปไตยเหมือนกัน

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ นอกจากแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ยังมีการพูดถึง “ตุลาการภิวัฒน์” และตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมให้มากที่สุด เพื่อต่อต้าน

การสืบทอดอำนาจของคสช.

สำหรับอีกพรรคหนึ่งที่มีการมองว่าอาจจะได้คะแนน “ส้มหล่น” ในส่วนของพรรคไทยรักษาชาติไปบ้างเหมือนกัน ก็คือ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ชูนโยบาย “ปลูกกัญชาเสรี” เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศชาติ

 แม้ที่ผ่านมาพรรคนี้ไม่ได้ถูกจัดวางว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม คสช.แต่การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าต้องมาจากเสียงข้างมากของส.ส.พร้อมแสดงท่าทีว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับคสช.ก็เป็นท่าทีที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ครับ…ที่เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งกันแล้ว ต้องจับตายุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคเพื่อช่วงชิงคะแนนจากส่วนนี้ที่อาจจะมีมากถึง 2 ล้านเสียง และคะแนนในส่วนนี้อาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นได้นั่นเอง

                                                                                                                                                “ไม้ เมืองจีน”