recommendคอลัมน์

ดูดแหลกแจกสะบัด!!

เกมการเมืองของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มชัดขึ้นเมื่อเจ้าตัวประกาศอย่างเป็นทางการว่า “เป็นนักการเมืองเต็มตัว” หลังจากนั้นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ก่อร่างสร้างมา เริ่มค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นทุกขณะ นั่นคือแผนใหม่ในเกมการเมืองการเลือกตั้ง ที่พยายามหลีกหนีข้อครหาว่าที่นายกฯ คนนอก ให้กลายเป็นนายกฯ คนใน ซึ่งมีความสง่างามมากกว่าหลายสิบกิโลชั่ง ทั้งนี้กุนซือหรือมือกฎหมายใกล้ตัว “บิ๊กตู่” วิเคราะห์แล้วว่า เส้นทางนายกฯ คนนอกนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด แม้จะมี ส.ว.สรรหาอยู่ในมือ 250 คน ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะถ้าพรรค การเมืองคิดการใหญ่รวมหัวโค่นล้ม คสช. เมื่อใด นั่นจะเป็นการปิดทางนายกฯ คนนอกไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์จึงวางเกมใหม่ คือให้พรรคการเมืองในสังกัดเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 ของผู้ที่พรรคการเมืองจะเสนอเป็นนายกฯ แม้ในแง่ลบอาจดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ออกตัวแรงในความพยายามสืบทอดอำนาจ แต่ในแง่บวกกลับมีมากมายหลายประการ ไหนจะเปิดตัวให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ไหนจะสง่างามกว่านายกฯ คนนอก มาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่หลบอยู่ข้างกำแพง ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.จึงได้โหมลงพื้นที่อย่างถี่ยิบอยู่ในขณะนี้ เพราะการลงพื้นที่พบปะประชาชนของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างฐานเสียง เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ตั้งแต่ช่วงปี 2560 ต่อเนื่องถึงปี 2561 ซึ่งโชคดีที่มีรองนายกฯอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางการเมืองมานาน รู้จักมักคุ้นกับคนในแวดวงการเมืองมากมายหลายพรรค ดังนั้นนอกจากงานด้านเศรษฐกิจแล้ว นายสมคิดจึงมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังงานด้านการเมืองของ “บิ๊กตู่” ยิ่งในเวลาที่ “บิ๊กตู่” ต้องการกองหนุนไว้เสริมทัพรอสู้ศึกเลือกตั้ง “นายสมคิด” ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น สำหรับไทม์ไลน์ในการลงพื้นที่ ครม.สัญจรของ “บิ๊กตู่” เริ่มจากปี 2561 วันที่ 18 ก.พ. ประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “บิ๊กตู่” นำคณะลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี แต่สิ่งที่แปลกกว่าครั้งไหนๆ คือมีนักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนามาต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา, นายประภัตร โพธสุธน ,นายกรวีร์ และภราดร ปริศนานันทกุล ฯลฯ ทามกลางการคาดเดาว่า นั่นคือการเริ่มปฏิบัติการดูดนักการเมือง ถัดมา 30 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ยกพลขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจน้ำท่วมที่ จ.อ่างทอง, วันต่อมา 31 ต.ค.บินไปเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัยที่ จ.ขอนแก่น, 3 พ.ย. “บิ๊กตู่” สักการะพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช, จากนั้น 27-28 พ.ย. ลงพื้นที่ จ.ปัตตานีและประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา, ตามด้วย 8 ธ.ค.เดินทางไปตรวจสถานการณ์การระบายน้ำและมอบถุงยังชีพที่ จ.ตรัง 13 ธ.ค.ไปตรวจเยี่ยมประชาชนขึ้นรถอีแต๊กปราศรัยกับชาว จ.กาฬสินธุ์ 25-26 ธ.ค.นำทีมลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก ก่อนประชุม ครม.สัญจรเมืองกรุงเก่า จ.สุโขทัย โดยถือโอกาสพบปะผู้บริหารและนักการเมืองในพื้นที่ มีคนดังอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่ม “มัชฌิมาธิปไตย” ที่ตอนนี้สวมสีเสื้อ “พลังประชารัฐ” มาให้การต้อนรับและร่วมคณะด้วย ในระหว่างนั้นมีความเคลื่อนไหว อย่างวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ปรากฏภาพ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เพื่อนรักที่หอบหิ้วกันมาในช่วง “รัฐประหาร” และดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ที่ขณะที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” เรียบร้อยโรงเรียนคสช.ไปแล้ว ถ่ายภาพร่วมกับ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ และพี่น้องครอบครัว “สะสมทรัพย์” ระหว่างตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟของนายเผดิมชัย เมืองนครปฐม พอเปิดศักราชปี 2561 เริ่มด้วย 17 ม.ค. “บิ๊กตู่” เดินทางไปมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการ คัดเลือกให้ทำกินในชุมชน โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ที่ จ.แม่ฮ่องสอน 5-6 ก.พ. นำคณะลงพื้นที่ จ.ตราด ประชุม ครม.สัญจร จ.จันทบุรี พร้อมถือโอกาสพบปะนักการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออก มีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายสาธิต ปิตุเตชะ,นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ รวมถึงนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เข้าร่วมคณะด้วย เมื่อรัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืน 21 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ดีเดย์โครงการไทยนิยมที่ จ.นครปฐม, กระทั่ง 5-6 มี.ค. ได้นำทีมลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และประชุม ครม.สัญจรที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี, ต่อมา 22 มี.ค.เดินทางไปเยี่ยมประชาชนชาว จ.หนองบัวลำภู, และ 1 เม.ย.เดินทางไปสักการะหลวงปู่ทวด ที่ จ.ปัตตานี ถึงแม้ “บิ๊กตู่” จะประกาศตัวเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ส่วนอนาคตทางการเมืองนั้นยังไม่มีความชัดเจน เมื่อช่วง 5 ม.ค.61 แต่พอย่างเข้าสู่กลางเดือนม.ค. มีกระแสข่าวว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ส่งเพื่อนเลิฟอย่าง “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม ไปดีลการเมืองกับคนในตระกูล “คุณปลื้ม” โดยมีเงื่อนไขมีการปล่อยตัวพักโทษ “กำนันเป๊าะ” นายสมชาย คุณปลื้ม เป็นเครื่องต่อรอง เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่คนในรัฐบาลและ คสช. เดินสายพูดคุยกับนักการเมืองโดยไม่เว้นว่าจะเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ซึ่งเกมนี้มีการประเมินแล้วว่าไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมื่อทุกการวิเคราะห์ต่างมองตรงกันว่า เป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ มีหรือที่นักการเมืองจะไม่วิ่งเข้าหาขั้วอำนาจ ฉะนั้นแล้วเกมนี้พุ่งไปที่นักการเมืองที่เกาะกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน แม้มีอำนาจต่อรองไม่มากนัก แต่ว่าเมื่อนำมามัดรวมกันแล้วจะกลายเป็นพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นตระกูล “คุณปลื้ม” ซึ่งมีฐานเสียงเหนียวแน่นใน จ.ชลบุรี ตระกูล “สะสมทรัพย์” มีพลังและอิทธิพลใน จ.นครปฐม กลุ่มมัชฌิมาฯ ซึ่งมีความสมัครสมานสามัคคี รวมไปถึงกลุ่มของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย นี่ยังไม่รวมพรรคการเมืองใหม่ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีพรรคตัวแทนของกลุ่ม กปปส.รวมอยู่ด้วย และเมื่อเอาเข้าจริง งานนี้ดูเหมือนจะเหลือแค่พรรคเพื่อไทย (พท.) เท่านั้นที่จะยังยืนยันอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับคสช. แม้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะบอกไม่เอานายกฯ คนนอก และไม่สนับสนุนเผด็จการ แต่เมื่อถามว่า แล้วจะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยสกัดอำนาจ คสช. ให้พ้นการเมืองไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ก็ตอบอย่างสุดหล่อว่า “จุดยืนพรรคไม่เหมือนกัน” ดังนั้นถ้าให้เลือกระหว่างเป็นฝ่ายค้านร่วมกับ “พรรคเพื่อไทย” หรือเป็นรัฐบาลร่วมกับคสช. เห็นทีอย่างหลังจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ “พรรคประชาธิปัตย์” โดยพรรคประชาธิปัตย์สามารถอ้างได้ว่า “ก็เขามาตามรัฐธรรมนูญ” สิ่งที่ต้องจับตาคือพรรคหลักที่จะชู “บิ๊กตู่” ในเวทีการเลือกตั้ง คาดว่าจะเป็นพรรคที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อยู่เบื้องหลัง โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นตัวขับเคลื่อน จนในที่สุดก็ผุดขึ้นมาเป็น “พรรคพลังประชารัฐ” ข้อได้เปรียบของพรรคนี้ นอกจากจะกุมอำนาจรัฐไว้แล้ว ยังมีกลุ่มทุนใหญ่ๆ ในประเทศไทยให้การสนับสนุน เพราะพรรคนี้คือกลุ่มคนเดียวกับที่ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ซึ่งมีระดับ “บิ๊กเนม” ของภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกชุดไม่ต้องร้องขอกลุ่มทุนให้กดดันพรรคการเมืองที่ไม่ยอมสยบ คสช. อย่างที่นายอภิสิทธิ์บอก กลุ่มทุนก็พร้อมช่วยเหลือทุกเมื่ออยู่แล้ว อย่างกรณีที่การ “จัดโต๊ะจีน” ระดมทุนในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.62 โดยโกยเงินเข้ากระเป๋าตุนไว้เป็น “กระสุนดินดำ” มากมายถึง 650 ล้านบาทเลยทีเดียว แม้เวลาผ่านมาถึงวันนี้ คงต้องจับตาดูทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะมีกลยุทธ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพื่อทอดสะพานให้ “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นนายกฯของประเทศไทยอีกรอบหนึ่งให้ได้

ไม้ เมืองจีน