recommendข่าวภูมิภาคประเด็นร้อน

ชี้“เขื่อนแก่งกระจาน”สอบผ่าน!ระบายน้ำล้นสปิลเวย์ลดผลกระทบประชาชน

หน่วยงานน้ำฯระบุการบริหารจัดการระบายน้ำเต็มที่ ยก “เขื่อนแก่งกระจาน” สอบผ่าน ระบายน้ำลดผลกระทบปชช.ด้านอธิบดีอุตุฯยันไม่มีพายุเข้าไทย วอนปชช.อย่าตระหนก แจงเฝ้าระวังช่วงปลายส.ค.-ก.ย.มีมรสุมพาดผ่านอาจมีฝนเพิ่ม

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงศ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) , นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน , นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตินิยมวิทยา และนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการแบบบูรณาการ แก้วิกฤตน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561

โดย นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานได้ทำงานประสานกัน โดยเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่ง 38 หน่วยงาน ได้สร้างการรับรู้กับประชาชนถึงการเตรียมการรับสถานการณ์น้ำตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีการทำแผนป้องกัน เฝ้าระวัง และเผชิญเหตุในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากก่อนหน้านั้นปริมาณน้ำสูงในพื้นที่ภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกังวลเรื่องน้ำหลากและภัยพิบัติ จึงควบคุมการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ 80 เปอร์เซ็นต์ จากสถานการณ์น้ำฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ก.ค.ที่ผ่านมา มีมากที่สุดในภาคใต้ ส่งผลให้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางจำนวนมาก

ดังนั้น สทนช.จึงตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต มีตัวแทนจาก 9 หน่วยงาน ร่วมปฏิบัติงานตลอด 24 ชม.เพื่อกำหนดพื้นที่วิกฤต 2 พื้นที่ คือ ภาคอีสาน และภาคตะวันตก ที่เขื่อนแก่งกระจาน และโดยเฝ้าระวังเขื่อน 4 แห่ง คือ 1.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 2.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 3.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี และ 4.เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดหน่วยงานทั้งจากส่วนกลางหน่วยงานที่ไปดำเนินการในพื้นที่ และจังหวัด โดยมี ปภ.ดูแล ซึ่งเราต้องบูรณาการปรับแผนตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการระบายน้ำของกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในช่วงต้นฤดูฝน ที่จะมีน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีการพร่องน้ำมาตลอด แต่ในช่วงฤดูฝนนี้ยังต้องระบายน้ำเพื่อเตรียมรับน้ำในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ ประมาณ 100 แห่ง ในภาคอีสาน ใต้ เหนือ และตะวันตก ซึ่งทุกอ่างเก็บน้ำจะเฝ้าระวังใกล้ชิดติดตามสถานการณ์ทุกชั่วโมงในเรื่องของการพร่องน้ำ โดยใช้การบริหารจัดการเขื่อนแก่งกระจานเป็นต้นแบบ ดังนั้น อาจมีบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบ้าง ขณะที่พื้นที่ที่ผลกระทบจากน้ำโดยภาพถ่ายดาวเทียมของจิสดา แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบมีประมาณ 887 ไร่ หรือกว่า 200 ครัวเรือน และจากนี้ในเดือน ก.ย.ต้องเฝ้าระวังภาคกลาง ภาคใต้ ด้วย

ด้าน นายทองเปลว กล่าวว่า ในส่วนกรมชลฯ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ดูแลความมั่นคงของเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง ขนาดกลาง 478 แห่ง และขนาดเล็ก 1,097 แห่ง ในการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การควบคุมระดับน้ำสูงและต่ำ โดยการระบายน้ำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดย สนทช.ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมระหว่างเดือน ส.ค.ถึง ก.ย.นี้ ที่จะกระทบในพื้นที่ภาคอีสาน จึงต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในการบริหารจัดการ

สำหรับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน ถือว่าขณะนี้สอบผ่าน โดยการระบายน้ำเป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยระบายผ่าน 3 ช่องทาง ทั้งทางระบายน้ำล้น กาลักน้ำ และผ่านประตู่ระบายน้ำ เพื่อออกสู่เขื่อนเพชร ที่จะรับน้ำต่อเพื่อไปลงแม่น้ำเพชรบุรี มีปริมาณน้ำเข้า 737 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ล้นทางระบายน้ำล้น 60 เซนติเมตร เหลือปริมาณน้ำออก 195 ล.ม.ต่อวัน จากนั้นต้องดูว่าน้ำที่เข้าเขื่อนเพชร มาทำหน้าที่ควบคุมน้ำและบายน้ำได้ตามที่คาดการณ์ ประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะทำให้น้ำที่กระทบเข้า อ.บ้านลาด และ อ.เมือง ต่ำกว่าระดับ 50 เซนติเมตร ซึ่งการะบายน้ำต้องคำนึงไม่ให้เกิดผลกระทบกับท้ายเขื่อนแก่งกระจานด้วย ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำยังไม่เกินคาดการณ์ที่วางแผนไว้ ยืนยันว่าท้ายเขื่อนเพชรที่เข้าสู่ อ.เมือง อยู่ในการควบคุม จึงไม่น่ากังวลใจ ขณะที่เขื่อนน้ำอูนยังสามารถระบายได้ต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำสงครามยังสูงกว่าแม่น้ำโขง จึงต้องทำการเฝ้าระวังต่อไป ขณะที่เขื่อนปราณบุรีปริมาณน้ำเข้าและการระบายออกยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ขณะที่ นายวันชัย กล่าวว่า เราคาดว่าปลายเดือน ส.ค. – ก.ย.ร่องมรสุมจะลงมาผ่านประเทศไทย เริ่มที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ในเดือน ก.ย.ซึ่งจะทำให้มีน้ำฝนมากขึ้น จึงต้องจับตาระวัง ส่วนที่เราเป็นห่วงอีกเรื่อง คือ พายุอีก 1 – 2 ลูก ที่จะเข้ามาทาภาคอีสาน ในเดือน ก.ย.แม้ยังไม่ทราบว่าพายุจะเกิดขึ้นที่ใด แต่คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบหนัก คือ อีสานตอนบน เช่น จ.สกลนคร กับอีสานตอนล่าง เช่น จ.อุบลราชธานี แต่หลังจากกลางเดือน ต.ค.ฤดูฝนทางตอนบนของประเทศไทยจะน้อยลงอย่างชัดเจนและหมดไป

นายชยพล ธิติศักดิ์ กล่าวว่า ทางหน่วยงานเราจะประสานงานควาช่วยเหลือไปในทุกพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักร ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกศูนย์เขต จำนวน 18 เขตทั่วประเทศ หากเกิดเหตุในพื้นที่ใด เราก็ไปจะลงไปในพื้นที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที นอกจากนี้ เราได้ประชุมร่วมกับ สทนช. , กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทาน อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังติดตามทั้งเรื่องสภาวะอากาศ สภาวะน้ำ รวมถึงแจ้งเตือนไปยังจังหวัดต่างๆ โดย ปภ.จะเร่งรัดผ่านทุกช่องทางทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว อย่างทั่วถึง และรู้ว่าต้องปฏิบัติตนเช่นไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงทราบช่องทางแจ้งข้อมูลมายังราชการเพื่อขอความช่วยเหลือ

- Advertisement -