recommendเจาะลึก..แฟ้มคดี "อาชญากร"

โบราณว่า..ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าได้ไว้ใจ

โบราณว่าไว้คนเรานะต่อให้รักกันแค่ไหนยามที่ผิดใจก็กลายเป็นศัตรูได้หมด เหมือนที่ว่า ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าได้ไว้ใจอย่างเช่นเรื่องนี้
    ช่วงเย็นของวันที่ 22 ก.พ.61 ที่ผ่านมา ดวงตระวันเพิ่งจะตกดิน..ความมืดก็เข้ามาปกคลุม บุรุษผู้หนึ่งมีนามว่า ศุภกร ยาวิชัยย์ อายุ 45 ปี ที่อยู่ 183/43 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หนุ่มโชเฟอร์รถตู้โดยสาร กำลังเดินเข้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ริมถนนวัดหนองป่าครั่ง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่เช่าเอาไว้พักผ่อนหลับนอนในยามเมื่อยล้าจากการทำงาน...เสียงรถจักยานยนต์ขับมาดังขึ้นทางด้านหลัง นายศุภกร... โดยหารู้ไม่ว่า ขณะนี้มัจจุราช มาเยือนแล้ว..นายศุภกร หันหลังไปดู ก็เห็นรถจักรยานยนต์รับจ้างขับตรงมาที่ตัวเอง ทันใดนั้นชายที่นั่งซ้อนท้ายมา ก็กระโดดลงจากรถจักรยนต์ ตรงมามาประชิดตัวนายศุภกร แล้วใช้มีด จวกแทงนายศุภกร จนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเลือดสดๆไหนนองออกมาอย่างไม่ขาดสาย และแล้วสติสัปปายะของ นายศุภกร..ก็ดับวุบลง

      ช่วยด้วย..ๆ..ช่วยด้วย.ๆ...คนถูกฆ่าตาย..เสียงตะโกนของประชาชนแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์ได้ร้องให้คนช่วย..ผู้คนเริ่มทอยเข้ามามุงดูในที่เกิดเหตุกันอย่างไม่ขาด..ช่วงอึดใจเดียว..เสียง รถ หวอ ของตำรวจ ก็ดัง ขึ้น เข้ามาใกล้ ๆ และหยุดลงตกจุดเกิดเหตุ พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ ผกก.สภ.แม่ปิง ก้าวลงมาจากรถพร้อมด้วย พ.ต.ท.สมเด่น แดงเครื่อง สารวัตรสอบสวน สภ.แม่ปิง และที่ตามมาติดๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย จากการตรวจสอบสภาพศพนายศุภกร ถูกแทงด้วยของมีคมเข้าที่ลำคอและหน้าท้องจำนวนหลายแผล นอนสิ้นลมจมกองเลือดอย่างสยดสยอง หลังตรวจสอบในที่เกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้มอบศพให้หน่วยก็ภัยนำส่งนิติเวชเพื่อทำการผ่าพิสูจน์อย่างระเอียดอีกครั้งหนึ่ง

      ณ ที่ห้องประชุมกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภาค 5 พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ ผกก.สภ.แม่ปิง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้ประชุมหาแนวทางในการติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว พล.ต.ต.จารึก ได้เอ๋ยว่า.. “ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าปมสังหารในครั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องการขัดแย่งที่จอดรถของคิวรถตู้โดยสารจากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย พบมีบทสนทนาผ่านไลน์กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “ทีมงานรถ” พบข้อความเกี่ยวกับการทะเลาะแย่งที่จอดรถกันหลายครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและตามมาลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ ดังนั้นจึงขอให้ทุกท่านออกตดตามตัวคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเราก็จะทราบว่าคนร้ายรายนี้เป็นใคร..ทุกคนออกปฎิบัติหน้าที่ได้”..ครับ..ทานผู้การ..

     หลังจากพล.ต.ต.จารึก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนออกหาตัวคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและกระจายกำลังออกสืบหาเบาะแสคนร้าย..จนทราบว่าคนขับรถ จักรยานยนต์รับจ้างได้รับตัวคนร้ายมาจากสถานีขนส่งรถโดยสารประจำทางเชียงใหม่ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ได้พบใบหน้าคนร้ายชัดเจน ทราบว่าคือ นายบรรลือ อู่บุญทา อายุ 38 ปี ชาวอุดรธานี และทราบว่าหลบหนีไปกบดานที่ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภาค 5 จึงประสานตำรวจเพชรบูรณ์ ช่วยตามไปจับกุมตัวได้ในช่วงหัวค่ำของคืนวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมาและนำตัวกลับมาสอบสวนที่ สภ.แม่ปิง

    เบื้องต้น นายบรรลือ  ผู้ต้องหาให้การสารภาพ อ้างว่า ทำไปเพราะความเมา และมีความแค้นสะสม กับผู้ตายมานานหลายเรื่องจึงไปดักรอผู้ตายเมื่อเห็นผู้ตายจึงได้ลงมือก่อเหตุทันที หลังจากนั้นก็ตีตั๋วรถทัวร์จะไปลงที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่พอไปถึง อ.วังโป่ง ก็ขอลงไปอาศัยวัดที่เคยบวชเป็นที่กบดาน โดยไม่คิดว่าตำรวจจะตามมาจับกุมตัวได้ดังกล่าว

     ขณะเดียวกัน น.ส.วาทิตา บุญต่อม ภรรยาของผู้ตายก็มารับศพ นายศุภกร กลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ด้วยความเศร้าโศก ร่ำไห้คร่ำครวญ ปิ่มว่าจะขาดใจตามไป เจ้าหน้าที่จึงมอบเงินช่วยเหลือตามกฎหมายให้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ขอโทรศัพท์มือถือของ น.ส.วาทิตาไว้ตรวจสอบตามระเบียบ ตอนแรกคิดว่าคดีนี้จะจบลงแล้วแต่ หลังตรวจสอบโทรศัพท์มือ น.ส.วาทิตา กลับมีเบื้องหลังซับซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย ภรรยา และฆาตกร โทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่องมีข้อมูลเชื่อมโยงกัน

        โดยพบว่า น.ส.วาทิตา  โทรศัพท์หาผู้ตายก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาที จากนั้นโทรศัพท์ติดต่อกับนายบรรลือผู้ต้องหา ทันทีอีกเช่นเดียวกัน และหลังเกิดเหตุนายบันลือ ก็ได้โทรศัพท์หา น.ส.วาทิตา อีกครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายบรรลือ  มาทำการสอบปากคำอีกครั้ง นายบันลือ ได้เปิดเผยว่า ผมรู้จักกับ น.ส.วาทิตา ซึ่งมีสัญชาติลาว อดีตคนรักเก่าที่เคยคบหากันสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเชียงของ หลังเรียนจบได้แยกย้ายกันไป โดยผมไปบวชเป็นพระอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาได้เล่นเฟซบุ๊ก เจอกัน และได้นัดเจอกัน น.ส.วาทิตาเล่าให้ผมฟังว่า มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับสามี พยายามจะขอแยกทาง แต่อีกฝ่ายไม่ยอม และยังส่งเงินมาเลี้ยงดูตลอดเวลา ก็ทำให้ผมกับน.ส.วาทิตา สนิทกันมากขึ้นจนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และ ล่าสุดได้นัดพบกันอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. น.ส.วาทิตา บอกว่า สงสัย จะตั้งท้องเพราะประจำเดือนไม่มา 2 เดือนแล้ว จึงช่วยกันวางแผนสังหารนายศุภกร เนื่องจากกลัวจะถูกจับได้ว่าเล่นชู้จนท้องโตเนื่องจากว่าผู้ตายขับรถอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่ได้มีอะไรกับน.ส.วาทิตานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ น.ส.วาทิตา ได้เงินจากทำศพสามีเป็นจำนวนมาก ผมก็กลัวว่า น.ส.วาทิตา จะหลอกใช้ผมให้ฆ่าสามี และหักหลังผมครับ..

     พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์  จึงได้ขอหมายจับจากศาลและประสานตำรวจเชียงรายตามไปล็อกตัว น.ส.วาทิตา คางานศพของผัว ที่ตัวเองเป็นผู้วางแผนฆ่า แล้วตีหน้าซื่อร่ำไห้ปานจะตายตาม หลังถูกจับ เจ้าตัวไม่ยอมให้การใดๆ บอกว่าจะขอไปให้การในชั้นศาล ปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้กำลังท้อง แต่เมื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันชัดเจน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ต้องไปชดใช้กรรมอยู่ในคุกเช่นเดี่ยวกับชายชู้....